หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 487,816 ภูมิทัศน์ใหม่เจ้าพระยา-ผ่านหอชมเมืองกรุงเทพ อภิโปรเจกต์มูลค่า 4,620 ล้าน-ไม่รู้เข้าทางไหน?

ภูมิทัศน์ใหม่เจ้าพระยา-ผ่านหอชมเมืองกรุงเทพ อภิโปรเจกต์มูลค่า 4,620 ล้าน-ไม่รู้เข้าทางไหน?
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 08/08/2560 16:25 น. จำนวนผู้เข้าชม 749 PRINT

ภูมิทัศน์ใหม่เจ้าพระยา-ผ่านหอชมเมืองกรุงเทพ อภิโปรเจกต์มูลค่า 4,620 ล้าน-ไม่รู้เข้าทางไหน?

ภูมิทัศน์ใหม่เจ้าพระยา-ผ่านหอชมเมืองกรุงเทพ อภิโปรเจกต์มูลค่า 4,620 ล้าน-ไม่รู้เข้าทางไหน?

“หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างโดยให้การคัดเลือกเอกชนไม่ต้องใช้วิธีการประมูล

จากวันนั้นเป็นต้นมาภาครัฐพยายามชี้แจงและอธิบายด้วยสารพัดเหตุผล…แต่คำถามยังคาใจ

เช้าวันที่ 30 มิถุนายน 2560 พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ได้นำคณะสื่อมวลชนลงไปพื้นที่เจ้าปัญหา ณ ถนนเจริญนคร ซอย 7 พร้อมกับอธิบายว่า ที่ดินแปลงนี้เแป็นที่ดินตาบอดและถูกทิ้งไว้รกร้างไว้สักพักแล้ว หลังจากตำรวจน้ำ ซึ่งใช้เป็นสำนักงาน (กองกำกับการ 4) ย้ายสถานที่ทำงานไปอยู่สมุทรปราการ

“เอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการเขาจะทำในนามมูลนิธิ เป็นโครงการร่วมลงทุน ซึ่งเขามีการศึกษาผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจและเรา (กรมธนารักษ์) ก็ให้ธรรมศาสตร์ทำการศึกษา ผลตอบแทนอยู่ที่ 46,857 หมื่นล้านบาท (NPV) ถ้ามีโครงการนี้จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในช่วงการเช่า 30 ปี

“แต่ถ้าไปดูผลตอบแทนทางด้านการเงินติดลบ 600 กว่าล้านบาท ถ้าดูผลตอบด้านการเงินอย่างเดียวไม่ควรทำ ซึ่งค่าเช่าเราคิดเป็นอัตราเชิงพาณิชย์ ราคาประเมินสูงสุด 178 ล้านเศษ (ปี 2559-2560) ถ้าเป็นราคาตลาด 198 ล้านบาท และคิดราคาค่าเช่าจากราคาประเมิน คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 4 แสนบาท และมีค่าใช้จ่ายในปีแรก 60 ล้านบาท  มีค่าธรรมเนียมมีค่าชดเชยให้ตำรวจ ปรับเพิ่มทุก 5 ปี ครั้งละ 15% ซึ่งเป็นค่าเช่าปกติที่ใช้ทั่วประเทศของที่ราชพัสดุ และถามว่าที่ริมแม่น้ำทำไมค่าเช่าเท่านี้ ราคานี้ถือว่าเป็นมาตรฐานตามประกาศกรมธนารักษ์ ถ้าคนอื่นมายื่นขอเช่าจะเหลือหลักหมื่นบาท” อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุ

นอกจากนี้ หลังทำสัญญาก่อสร้างให้ถือว่ากรรมสิทธิ์ตกเป็นของรัฐ ณ วันที่สร้างเสร็จทันที แต่ให้รัฐให้เอกชนเช่า 30 ปี ซึ่งรัฐไม่ได้จ่ายค่าก่อสร้างแม้สลึงเดียว เราคิดว่าเป็นประโยชน์ที่มีหอชมเมือง หลังเซ็นสัญญาจะส่งมอบที่ดินให้เอกชน กระบวนการการทำงาน เพื่อความสบายใจทุกภาคส่วนเราจะทำตามการลงทุนพีพีพีทุกรูปแบบ มันเป็นประเด็นทางสังคมพอสมควรเราจะดูรายละเอียดให้รอบคอบที่สุด

“โครงการจะสร้างเสร็จใน 3 ปี จะลงนามจะช้าหน่อย เพราะเดินตามพีพีพี ซึ่งมีกรรมการ มีการร่างทีโออาร์ ร่างสัญญา ซึ่งคาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 เดือน” พชร ย้ำ

เมื่อนักข่าวถามว่าเมื่อเป็นที่ตาบอดสร้างเสร็จแล้วนักท่องเที่ยวจะเข้าทางไหน?

“ผมเข้าใจเอาเองว่าทางโครงการขนาดใหญ่ได้มาคุยกับชุมชนแล้ว มีทางเข้าทางชุมชนและคิดว่าจะมีการเปิดทางเข้าจากทางโครงการ แต่ที่ราชพัสดุจะต้องมีรั้วรอบขอบชิดเป็นต่างหาก ไม่สามารถเชื่อมเป็นชิ้นเดียวกับทางโครงการได้ หรือจะเชื่อมกับชุมชนก็ไม่ได้ แต่เข้าใจว่าจะมีทางเข้าจากโครงการด้วย แต่ไม่สามารถไปเชื่อมกับทางโครงการ(ไอคอนสยาม)ได้

“ไม่ว่าโครงการไหนก็ตาม เชื่อมไม่ได้ ส่วนจะเข้าออกกันอย่างไร ทางมูลนิธิก็ต้องประสานกับทางชุมชนและทางโครงการ หรือทางอาคารพาณิชย์ด้านหน้า ผมเข้าใจว่าต้องคุยกันระดับหนึ่ง ลำรางสาธารณะก็ต้องเคลียพื้นที่พวกนี้” พชร ระบุ

ถามอีกว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กับมูลนิธิฯ ล่าสุดอย่างไร

“ผมเข้ามาเดือนเดียว ยังไม่เจอมูลนิธิ แต่เขาผ่านอีไอเอหมดแล้วนะ หอจะสูง 459 เมตร ชั้นบนประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์และหอพระราชกรณียกิจ ถัดลงมาเป็นชั้นชมเมือง ท่อนกลางเป็นช่วงทางขึ้นลงโดยลิฟท์ และด้านล่างที่รวบรวมองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชา ไม่มีพื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ให้ตั้งร้านค้า มันจะสวยก็ต่อเมื่อนั่งเรือผ่าน

ถามย้ำมูลนิธิฯเป็นกลุ่มเดียวกับไอคอนสยามใช่หรือไม่

“เข้าใจว่าคงร่วมกัน เพราะตอนทำให้ร่วมกันทุกภาคส่วนเพราะเป็นประชารัฐ ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง

ถามอีกมีการเอื้อผลประโยชน์หรือไม่?

“เราเดินตามลงทุนตามพีพีพีทุกรูปแบบ มีหลายส่วนมาช่วยกันดูเพื่อความโปร่งใส คือเขาคาดหวังว่าอยากให้ตลอด 2 ฝั่งมีประโยชน์ เขาคงไม่ได้มองทำแล้วคุ้มทุน แต่ภาพรวมเกิดประโยช์กับทุกฝ่าย

หอชมเมืองรองรับคนมาชมได้เท่าไหร่?

“รอบละ 400 คน ตามระยะเวลาลิฟท์ขึ้น-ลง

……………

ถ้อยคำอธิบายอย่างละเอียดของอธิบดีกรมธนารักษ์ ชัดเจนบางเรื่อง แต่ยังคลุมเครือว่าหอชมเมืองแห่งนี้จะเข้าออกทางไหน จะมีการเชื่อมต่อกับห้างใหญ่ไอคอนสยามหรือไม่ อย่างไร

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์มีนโยบายเรื่องหอชมเมืองกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2558 ให้จัดทำโครงการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับประชาชนคนไทย โดยมีบริษัทเอกชนและสถาบันการเงิน 50 องค์กร ประสงค์ที่จะทำโครงการ จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างหอชมเมือง เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการรวมใจของคนไทยทั้งประเทศ

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเหตุผลหลังที่ประชุม ครม. ก่อนนี้ว่า สาเหตุที่ไม่เปิดประมูลเพราะโครงการขนาดใหญ่และมีรูปแบบการดำเนินการเชิงสังคมซึ่งอาจไม่คุ้มทุนในการก่อสร้าง จึงอาจไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าประมูล อีกทั้งถ้าเปิดประมูลจะเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการตามนโยบายรัฐบาล

ฟังคำอธิบายของ “พ.อ.อธิสิทธิ์” ชักไม่แน่ใจว่าโครงการนี้เป็นของเอกชน (มูลนิธิตามที่ว่ามา) หรือเป็นโครงการของรัฐ แต่ประโยคตอกย้ำก็คือ ต้องการให้หอชมเมืองฯ แห่งนี้ “เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งยุค New Global Destination เป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง มีการบริหารจัดการที่ล้ำสมัยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0”

ถัดมาคนในรัฐบาลที่เหลือค่อยๆ ช่วยกันแจกแจงเพิ่มเติม อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า พื้นที่นี้เป็นที่ดินตาบอด ซึ่งใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้มาก แต่ทางมูลนิธิฯ บอกว่าพื้นที่นี้มีความน่าสนใจ แต่หากเปิดประมูลหาเอกชนมาพัฒนาพื้นที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าโครงการค่อนข้างสูง ไม่รู้ว่าคุ้มทุนหรือไม่

สรุปใจความเบื้องต้น รัฐยกที่ราชพัสดุให้เอกชนเช่า จำนวน 4-3-15.3 ไร่ ราคาเฉลี่ยตกไร่ละ 49 ล้านบาท ระยะเวลาเช่า 30 ปี

ไปเปิดดูชื่อคนในมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพฯ ประธานกรรมการมูลนิธิ – วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ซีอีโอ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือ CP กรรมการมูลนิธิ – สุทธิลักษณ์ วินทุพราหมณกุล กรรมการบริษัท ดีซี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือ CP เช่นกัน, กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ – ชลชาติ เมฆสุภะ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด หุ้นส่วนโครงการไอคอนสยามที่ติดหอชมเมืองแห่งนี้นั่นเอง

จะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดแท้แต่ (ไปเดากันเอง) ล่าสุดชื่อประธานกรรมการมูลนิธิเปลี่ยนเป็น – พนัส สิมะเสถียร ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ถือหุ้นอยู่ในบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และเป็นหุ้นส่วนพัฒนาโครงการไอคอนสยามอีกด้วยเช่นกัน

โปรดเข้าใจว่า หอชมเมืองแห่งนี้ ก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับ “โครงการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” ระยะทางฝั่งละ 7 กิโลเมตรจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า งบประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งหัวหน้า คสช. ได้ออกแรงผลักดันมาตั้งวันแรกๆ ที่ลุกจากเก้าอี้ ผบ.ทบ.มานั่งเก้าอี้อีกตัวที่ใหญ่กว่าในทำเนียบรัฐบาล (หรือจะเอามาเชื่อมโยงกันด้วยก็จะฉายภาพจิ๊กซอร์บางอย่างแจ่มชัดขึ้น)

ไปดูกิจการไอคอนสยาม  (ICONSIAM) กันดีกว่า โครงการนี้ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุงริมน้ำเจ้าพระยาหน้ากว้างกว่า 50 ไร่ หน้าติดถนน 6 เลน (ฝั่งละ 3 เลน) หลังติดโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาวิวสุดสุโค่ย บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็น “ทำเลทองคำ” เพราะแวดล้อมด้วยโรงแรม 5 ดาว อาทิ มิลเลนเนียมฮิลตัน, เพนนินซูลา ,โอเรียนเต็ล, แชงกรีลา ฯลฯ

เรือ ถนนทุกสาย สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 4 ตลอดจนรถไฟฟ้าสายสีทอง จึงมุ่งหน้าสู่แลนด์มาร์คแห่งเจริญกรุงอย่างมิต้องสงสัย

ชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ได้อธิบายในช่วงเปิดตัวโครงการไว้ว่า ไอคอนสยามมุ่งจะทำให้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดสายระยะทาง 10 กิโลเมตร เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก (New Global Destination)  ซี่งจะยิ่งใหญ่ที่สุดและไม่มีใครเหมือน (สำนวนนี้เป็นประโยคเดียวกับที่ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาลกล่าวไว้) เพราะย่านนี้เป็นที่ตั้งของมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์กว่า 20 แห่ง โรงแรมระดับ 3-5 ดาว มีมากถึง 50 แห่งที่มีจำนวนห้องพักมากกว่า 10,000 ห้อง โครงการที่พักอาศัยหรูหราริมน้ำและฝั่งธนบุรีที่มีอยู่แล้วกว่า 200 โครงการ รวมถึงโครงการใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกมากมายสองฝั่งแม่น้ำทั้งของภาครัฐและเอกชน

ไอคอนสยามจะเป็นจุดเชื่อมต่อ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” เมื่อ พ.ศ.2557 ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ผู้ประกอบการริมแม่น้ำทั้งหมด รวมถึงผู้ประกอบการเรือทุกประเภท เพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และช่วยกันจุดประกายให้คนทั้งโลกหันกลับมามองแม่น้ำสายนี้อีกครั้ง ในฐานะจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครที่มีศักยภาพมากที่สุด

โครงการไอคอนสยาม ทุ่มงบประมาณทั้งสิ้น กว่า 55,000 ล้านบาท ประกอบด้วย  2 โซนหลัก โซนแรกคือ Residential คอนโดมิเนียมเกรดพรีเมียมไฮเอนด์ที่แพงที่สุด 2 อาคาร แบ่งเป็น Magnolias Waterfront Residences (แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม) คอนโดมิเนียมระดับหรู สูง 70 ชั้น จำนวน 379 ยูนิต อีก 1 อาคารเป็นที่พักอาศัยซูเปอร์ลักชัวรี่ระดับโลก ใช้ชื่อ “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” (The Residences at Mandarin Oriental Bangkok) ความสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ไอคอนสยาม โดยจะใช้แบรนด์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 14 ของโลก มาตรฐานเทียบเท่าที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค ลอนดอน โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยที่แพงที่สุดในประเทศไทย

นอกจากที่พักแล้ว อีกโซน เป็นอภิมหาอาณาจักรศูนย์การค้าแห่งยุค 2 อาคาร คือ ไอคอนสยาม (Main Retail & Entertainment) พื้นที่ 500,000 ตารางเมตร และ ไอคอนลักซ์ (Luxury Wing) พื้นที่ 25,000 ตารางเมตร โดยได้ห้าง Takashimaya ห้างชั้นนำแห่งย่านชินจูกุ เมืองโตเกียว มาเช่าพื้นที่ด้วย ซึ่งไอคอนลักซ์ จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราระดับโลก หรือศูนย์รวม World Class Brands

นี่คืออภิมหาโปรเจกต์ที่ โครงการประชารัฐมีส่วนร่วมต่อยอดความสำเร็จ เพื่อเสริมให้ ICONSIAM ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งอย่างไม่สิ้นสุด

สมความความตั้งใจของ สยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์) ในสัดส่วนการลงทุน 50 % +25% +25%) ตามลำดับ มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2560

สำหรับผู้ร่วมลงทุนไอคอนสยาม

-บริษัท สยามพิวรรธน์ มีผู้ถือหุ้นจำนวน 257 ราย มาจาก 8 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) 5,038,000 หุ้น และ 298,700 หุ้น

2. (…) 4,524,300 หุ้น

3. ตระกูลจารุวัสตร์ (ชฎาทิพ จูตระกูล 29,400 หุ้น และ 700 หุ้น เด็กหญิงชญาภา จูตระกูล 39,200 หุ้น พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ 9,800 หุ้น ชาลี จารุวัสตร์ 2,000 หุ้น ชาญชัย จารุวัสตร์ 1,600 หุ้น)

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ 1,653,000 หุ้น

5. ธนาคารกรุงเทพ 506,000 หุ้น และ 397,800 หุ้น

6. ตระกูลล่ำซำ และธนาคารกสิกรไทย (ม.ร.ว.สำอางวรรณ ล่ำซำ 15,360 หุ้น สุภวรรณ ล่ำซำ (ปันยารชุน) 4,320 หุ้น บัณฑูร ล่ำซำ 4,320 หุ้น บรรยงค์ ล่ำซำ 71,900 หุ้น ธนาคารกสิกรไทย 298,700 หุ้น และ 288,700 หุ้น)

7. ตระกูลภิรมย์ภักดี (บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 353,500 หุ้น วุฒา ภิรมย์ภักดี 13,750 หุ้น วาปี ภิรมย์ภักดี 7,950 หุ้น ปิยะ ภิรมย์ภักดี 7,040 หุ้น จวบจันทร์ ภิรมย์ภักดี 7,040 หุ้น สันติ ภิรมย์ภักดี 7,040 หุ้น พรภิรมย์ ภิรมย์ภักดี 7,040 หุ้น)

8. ตระกูลศรีวิกรม์ (สิริมา ศรีวิกรม์ 52,800 หุ้น ชาญ ศรีวิกรม์ 52,800 หุ้น ชาย ศรีวิกรม์ 52,800 หุ้น กรกฎ ศรีวิกรม์ 52,800 หุ้น บริษัทศรีวิกรม์ กรุ๊ป โฮลดิ้ง 105,600 หุ้น)

หุ้นที่เหลืออีก (25+25%) ของอีก 2 บริษัท คือ เจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ของ ธนินทร์ เจีนรวนนท์ และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC กิจการอสังหาฯ ของลูกธนินทร์

โครงการของอภิมหาเศรษฐีของเมืองไทยเหล่านี้ไม่ได้รับเกื้อกูลหรือเอื้อประโยชน์ใดๆ จากรัฐ ยกเว้นการให้เช่าที่ราชพัสดุตาบอด แต่ด้วยความคลุมเครือและตอบคำถามกันไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำ ณ เวลานี้และในวันข้างหน้าภูมิสถาปัตยกรรมบนความสูง 459 เมตร ที่ควรค่าเป็นความภาคภูมิของชนชาวสยาม ได้สร้างความหม่นมัวกระจายทั่วท้องน้ำเจ้าพระยาไปเป็นระลอกๆ แล้ว

หรือความยิ่งใหญ่นี้มันเป็นเรื่องของคนไม่กี่คน…?



ที่มา : >>>คลิก<<<


TAG ที่เกี่ยวข้อง