ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจที่ให้มากกว่าน้ำมัน 17 พฤศจิกายน 2564  20  กองส่งเสริมและเผยแพร่ ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ปาล์มน้ำมันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นอย่างมากของไทยเรา เพราะมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตน้ำมันพืชที่ใช้ในการปรุงอาหาร และเมื่อนำไปทำให้เป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% ยังสามารถนำไปทำเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลสำหรับใช้ในยานยนต์ ช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศลงได้บ้าง อีกทั้งเศษที่เหลือจากการนำไปผลิตไบโอดีเซลยังสามารถนำไปทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย

ต้นปาล์มได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2480 เป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย และมีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว จนในปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการผลิตปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ในประเทศไทยมีการเพาะปลูกปาล์มในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่จะมีมากที่สุดที่ภาคใต้โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 90% ของพื้นที่ที่เพาะปลูกทั่วประเทศ ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี แต่มีช่วงเวลาอยู่ 2 ช่วงที่มีผลผลิตออกมากที่สุดคือช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน

น้ำมันที่ถูกสกัดจากปาล์มนั้นนอกจากจะนำไปทำเป็นน้ำมันพืชสำหรับใช้ในการประกอบอาหารแล้วยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซลได้อีกด้วย ซึ่งไบโอดีเซลนั้นคือเชื้อเพลิงดีเซลที่เกิดจากผสมระหว่างน้ำมันดีเซลที่ทำจากปิโตเลียมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ให้พลังงาน โดยน้ำมันไบโอดีเซลนี้มีคุณสมบัติการเผาไหม้เหมือนกับน้ำมันดีเซลจากปิโตเรียมทำให้สามารถใช้แทนกันได้ ซึ่งปาล์มน้ำมันถือได้ว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันสูงเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น

ไบโอดีเซลที่ได้จากการกลั่นนอกจากจะมีความใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลจนสามารถใช้แทนกันได้แล้ว ยังมีความไวไฟที่ต่ำกว่าจึงจัดเก็บ บรรจุและขนส่งได้สะดวกและปลอดภัยกว่า หากมีการรั่วไหลจะสลายตัวตามธรรมชาติได้ง่าย ไม่เป็นพิษ ไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้จะมีกลิ่นฉุนและควันดำน้อยกว่าน้ำมันดีเซล ซึ่งมีผลช่วยในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นการช่วยลดมลพิษทางอากาศลง การใช้น้ำมันไบโอดีเซลยังทำให้การสึกกร่อนของเครื่องยนต์น้อยลงตามไปด้วย

ในต่างประเทศเองก็มีการใช้งานไบโอดีเซลกันมานานพอสมควรแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เบลเยี่ยม สวีเดน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเยอรมนี โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีการใช้ไบโอดีเซลมากที่สุดในโลก คิดเป็น 60% ของการใช้น้ำมันภายในประเทศ ซึ่งการนำไบโอดีเซลไปใช้ส่วนใหญ่จะนิยมนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลในอัตราส่วนต่างๆ อาทิเช่น B5 (ผสมไบโอดีเซล 5 ส่วน ต่อน้ำมันดีเซล 95 ส่วน) ที่นิยมใช้กันในประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น

ในประเทศไทยหลังจากการนำปาล์มน้ำมันไปผลิตเป็นไบโอดีเซลแล้วเศษวัสดุที่เหลือใช้จากการผลิตที่มีในปริมาณมากสามารถนำไปใช้ในการผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งเศษวัสดุที่ได้จากการแปรรูปปาล์มน้ำมันที่สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้มีอยู่ 3 ชนิด คือ ทะลายปาล์มเปล่า เส้นใย และกะลา ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเป็นส่วนที่มีค่าความร้อนค่อนข้างสูงเพียงพอต่อการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงที่หม้อไอน้ำ และเนื่องจากใยปาล์มมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เอื้ออำนวยต่อการนำไปใช้งานและมีปริมาณที่เพียงพอจึงทำให้ทุกโรงงานมีการนำใยปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลัก  ส่วนกะลาปาล์มจะใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริม สำหรับทะลายปาล์มเปล่า มีการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตไฟฟ้าค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีเผาไหม้ และการเตรียมเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างดี โรงงานจึงนำทะลายปาล์มเปล่ามากองทิ้งไว้ภายในพื้นที่โรงงาน หรือนำไปจำหน่ายให้กับเกษตรกรสำหรับนำไปใช้เพาะเห็ด ซึ่งการนำเศษวัสดุเหล่านี้ไปใช้งานเป็นช่วยลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้นและเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา : http://www.eppo.go.th/.../Publication/Book/Biodiesel.pdf

ที่มา : https://ngthai.com/environment/15717/palm-oil-crisis/

ที่มา :  https://www.arda.or.th/kasetinfo/south/palm/used/01-02.php

ที่มา : https://www.thebangkokinsight.com/.../environment.../582223/

ที่มา : http://webkc.dede.go.th/testmax/node/2529

ที่มา : http://www.cpiagrotech.com/knowledge-020/

20 เมษายน 2564  204

อุตสาหกรรมอาหารที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม

22 พฤศจิกายน 2564  28

ลดโลกร้อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมโลก