รักผิว แคร์ทะเล ต้องรู้จักเลือกใช้ครีมกันแดด 15 พฤศจิกายน 2564  22  กองส่งเสริมและเผยแพร่ ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมคคือคุณภาพชีวิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ใหม่ๆ ทำให้ผู้คนเกิดความตื่นตัวและระมัดระวังตัวกันมากขึ้น หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากอันเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น รวมถึงการขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเดินทางออกนอกพื้นที่เสี่ยง ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งได้มีโอกาสในการฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาจากความเสียหายที่เกิดจากการที่มนุษย์เข้าไปรบกวน มาถึงตอนนี้ผู้คนจึงเริ่มกลับมาท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนกันอีกครั้งแล้ว ทำให้ธรรมชาติกลับมาเผชิญกับการรบกวนของนักท่องเที่ยวอีกรอบ

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ผู้คนชอบไปกันนั้น “ทะเล” มักจะติดเป็นอันดับต้นๆ  เสมอ การไปเที่ยวที่ทะเลนั้นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือการเผชิญกับแสงแดดอันที่มีรังสี UV อยู่ หากโดนมากนเกินไปจะทำร้ายผิวของเรา ซึ่งนักท่องเที่ยวแต่ละคนต่างมีการป้องกันตัวเองโดยการใช้ครีมกันแดดอันเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันรังสี UV ที่มากับแสงแดด แต่คุณรู้หรือไม่ครีมกันแดดที่คอยช่วยปกป้องผิวของเรานี้กลับสามารถทำอันตรายต่อปะการังในทะเลได้เป็นอย่างมาก

หลายคนอาจคิดว่าคนๆ หนึ่งใช้ครีมกันแดดแต่ละครั้งในปริมาณเพียงเล็กน้อยต่อให้ละลายลงสู่ทะเลเมื่อเทียบกับน้ำปริมาณมหาศาลของทะเลแล้วก็เป็นจำนวนเพียงน้อยนิดจนไม่น่าจะสามารถส่งผลกระทบอะไรขึ้นมาได้ แต่จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Archives of Environmental Contamination and Toxicology ระบุว่า ทุกปีมีครีมกันแดดปนเปื้อนลงสู่น้ำทะเลทั่วโลกในปริมาณที่มากถึง 14,000 ตัน และเพียงแค่ครีมกันแดดหยดเดียวก็รุนแรงมากพอที่จะทำลายปะการังได้แล้ว

ในครีมกันแดดบางแบรนด์ที่ใช้กันอยู่นั้นมีสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบหลายชนิดที่ส่งผลร้ายกับปะการัง โดยเฉพาะ สาร Oxybenzone สาร Octinoxate สาร 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ สาร Butylparaben ที่มีหน้าที่ป้องกันรังสี UV แต่ก็ส่งผลกระทบต่อปะการังทำให้เกิดปะการังฟอกขาวขึ้น เมื่อเกิดปะการังฟอกขาวจะส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลภายในพื้นที่เกิดความเสียหายได้ นอกจากปะการังที่ได้รับผลกระทบแล้วสารเคมีพวกนี้ยังเป็นพิษต่อตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด ด้วยผลกระทบที่พวกมันสร้างขึ้นประเทศไทยจึงมีการประกาศห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีพวกนี้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หากผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ต่างประเทศก็มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับครีมกันแดดที่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน เช่น ประเทศปาเลาที่ถือได้ว่าเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายแบนครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีอันตราย 10 ชนิด เนื่องจากเป็นอันตรายต่อแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ม.ค.2563 หรือใน รัฐฮาวาย และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา รวมถึงหมู่เกาะแคริบเบียนของเนเธอร์แลนด์ ที่กฎหมายแบนสารเคมีอันตรายในครีมกันแดดมีผลบังคับใช้ในเมื่อเดือน มี.ค 2564

ในเมื่อรู้แล้วว่าครีมกันแดดที่มีส่วนผสมสารเคมีบางชนิดสามารถทำร้ายปะการังได้ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไรถึงจะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ขอแนะนำว่าให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีที่ทำร้ายปะการัง ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆว่ามีคำที่เขียนว่า Coral Reef-Safe อยู่ หรือใช้ครีมกันแดดแบบกันน้ำที่จะถูกชะออกระหว่างอยู่ในน้ำน้อยกว่าครีมกันแดดแบบธรรมดา หากไม่อยากทาครีมกันแดดปริมาณมากก็ลองใส่หมวกปีกกว้างหรือถือร่มเพื่อป้องกันแสงแดดบางส่วน หรือจะลองทาผิวด้วยน้ำมันมะพร้าวแทนก็ได้ เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีสารที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแบบอ่อน ๆ อยู่ ให้การปกป้องเทียบเท่ากับ SPF25 นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอีกด้วย ด้วยวิธีการเหล่านี้เราก็สามารถลดจำนวนปะการังที่ถูกทำร้ายด้วยครีมกันแดดได้เป็นจำนวนมากแล้ว

ที่มา : https://www.cosmenet.in.th/cosme-intrend/37455

ที่มา : https://www.facebook.com/.../a.28589.../1784216751677830/...

ที่มา : https://www.facebook.com/environman.th/posts/2973031732825254

ที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/306657

ที่มา : https://www.prd.go.th/.../category/detail/id/31/iid/36396

20 เมษายน 2564  204

อุตสาหกรรมอาหารที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม

17 พฤศจิกายน 2564  21

ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจที่ให้มากกว่าน้ำมัน