The story of "Climate Chancellor" E2 19 ตุลาคม 2564  32  กองส่งเสริมและเผยแพร่ ชีวิตวีถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

EP2 กับเรื่องราวของผู้นำประเทศเยอรมนี ที่กำลังจะลงจากตำแหน่งเมื่อผู้นำคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเธอคือผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังการผลักดันเป้าหมายในการเจรจาของการประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ครั้งแรก COP1 เมื่อปี 1995 จนถึง COP26 ในปีนี้ (สามารถติดตามอ่าน EP.1 ได้ที่ https://bit.ly/2WC4mEZ)

.

หลังจาก 5 ปี ของการเจรจาในสหภาพยุโรปเกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถยนต์ ผู้แทนการเจรจาจากทุกประเทศเห็นชอบกับการบังคับใช้กฏที่เข้มงวด แต่ในเดือนกรกฎาคม 2013 Merkel ได้แทรกแซงกระบวนการอนุมัติของรัฐสภาสหภาพยุโรปเพื่อยับยั้งการบังคับใช้กฏในนาทีสุดท้าย โดยการถอนวาระการพิจารณาออกไปก่อน ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาการบังคับใช้เลื่อนออกไปอีกปี จากเหตุการณ์นี้ เหล่าสมาชิกสภาฝ่ายตรงข้ามและองค์กรทางสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาตำหนิการตัดสินใจแทรกแซงในครั้งนี้ ว่าเป็นการใช้ "bullying tactics" เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี

.

Merkel ได้ผลักดันนโยบายทางพลังงานระหว่างการประชุม G7 ในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการเตรียมการสู่การประชุม COP21 ที่กรุงปารีส โดย Merkel ได้ให้เสนอว่าเยอรมนีจะเพิ่มการสนับสนุนเงินทุนสำหรับการจัดการด้านภูมิอากาศขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2020 ซึ่งเมื่อปี 2009 กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมได้ให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนคิดเป็นมูลค่าปีละ $100 billion dollars ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อต่อต้านกาารเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนการปรับตัวต่อผลกระทบ ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ผู้แทนของฝรั่งเศษพยายามอย่างมากที่จะขอความเห็นชอบจากชาติสมาชิกและ 2 ประเทศใหญ่อย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Merkel ได้เข้าร่วมด้วยนับว่าเป็นผลสำเร็จที่สำคัญที่ทำให้เกิดความตกลงปารีสในวันแรกของการประชุม Merkel ได้มีถ้อยแถลงถึงความต้องการความตกลงที่ “ambitious, comprehensive, fair and binding”

.

ได้เกิดคำถามขึ้นกับเป้าหมายที่ให้คำมั่นไว้ของรัฐบาล Merkel จากความลังเลที่จะหยุดการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหิน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายของเยอรมนีที่จะลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2020 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยของปี 1990 ซึ่งนักเคลื่อนไหวทางสภาพภูมิอากาศได้เรียกร้องให้เยอรมนีปรับลดการใช้พลังงานถ่านหินอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิอากาศ ตลอดทั้งปี 2016 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม Barbara Hendricks พยายามต่อสู้เพื่อให้เกิดบทบัญญัติเพื่อการบังคับใช้ท่ามกลางแรงกดดันจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะที่ Merkel ยังคงสงวนท่าทีด้วยการนิ่งเฉยเป็นส่วนใหญ่ตลอดกระบวนการเจรจา ซึ่งรัฐมนตรี Hendricks ได้เรียกร้องให้เธอลงมาผลักดันในเรื่องนี้ ซึ่งได้เกิดคำกล่าว “Climate Chancellor off-duty” จากที่เธอมุ่งมั่นผลักดันด้านการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ แต่ไม่ได้ทำอะไรมากเพียงพอในประเทศตนเอง ในที่สุดแผนปฏิบัติการด้านภูมิอากาศของเยอรมนี

.

หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและสภาพอากาศของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกากระตุ้นให้ผู้แสดงความเห็นให้เยอรมนีก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับนานาชาติในด้านภูมิอากาศ Merkel ได้แสดงทรรศนะว่าจะพยายามทำงานร่วมกับนโยบายด้านภูมิอากาศของทรัมป์ และในช่วงเวลาหลายเดือนต่อมาที่ แนวทางการบริหารงานของ Merkel เป็นการเลี่ยงที่จะเผชิญหน้า โดยเธอได้กล่าวว่าในการเยือนกรุงวอชิงตันของเธอในเดือนมีนาคมนั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภูมิอากาศ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ทรัมป์ ได้ตัดสินใจให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ซึ่ง Merkel ได้แสดงความเสียใจ แต่ก็ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการประชุม G20 ให้ประสบความสำเร็จในประเด็นภูมิอากาศถึงแม้ทรัมป์จะมีการตัดสินใจที่สวนทาง และในเดือนกรกฎาคม Merkel ประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายด้านภูมิอากาศสำหรับประเทศในกลุ่ม G20 โดยทั้ง 19 ประเทศ เว้นแต่สหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ที่ให้สัตยาบันต่อความตกลงปารีส ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีจุดยืนแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และสำหรับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศของเยอรมนี ได้ถูกจับตามองจากนานาชาติเช่นกัน

.

ผลการเลือกตั้งในเดือนกันยายน พรรค CDU ของเธอเสียที่นั่งในสภาไปอย่างมากแต่ก็ยังเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุด ภายหลังการเลือกตั้ง Merkel ยังคงยืนยันในเป้าหมายการลดที่ 40% ภายในปี 2020 แต่ในเดือนตุลาคม กระทรวงสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะพลาดเป้าหมายการลดจากที่เคยพยากรณ์ไว้ ในเดือนพฤศจิกายน ทั่วโลกจับตามาที่เยอรมนีอีกครั้งเพื่อการประชุม COP23 ที่ Bonn ที่เป็นการเตรียมประเด็นเพื่อการลงมติที่จะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งถัดไปใน COP24 ณ เมือง Katowice ประเทศ Poland การตกลงร่วมรัฐบาลระหว่าง พรรคพันธมิตร CDU/CSU และ SPD บรรลุผลสำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองที่หลากหลาย รวมถึงกำหนดวันสิ้นสุดการใช้ถ่านหินสำหรับการผลิตไฟฟ้า เร่งรัดการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน และการผ่านกฏหมายปกป้องสภาพภูมิอากาศ แต่ก็เกิดการปรับลดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับปี 2020 ลง และส่งผ่านการตัดสินใจ ด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงานไปยังคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย จากเหตุการณ์นี้ NGOs ด้านสิ่งแวดล้อมได้กล่าวว่าเยอรมนีสละเวลาอันมีค่าในการปกป้องสภาพภูมิอากาศและ "รัฐบาลในอนาคตจะทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าในระดับสากล"

.

ในการกล่าวปราศัยของ Merkel ในการประชุม the 2018 Petersberg Climate Dialogue ในช่วงฤดูร้อน ความขัดแย้งในพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมของรัฐบาลเยอรมนีในประเด็นการรับผู้ลี้ภัยส่งผลกระทบให้การกำหนดนโยบายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศของประเทศเป็นอัมพาตไปผลกระทบนี้ยังรวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน และนำไปสู่การล่มสลายของความร่วมมือในฝั่งรัฐบาล หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลประสบความสูญเสียอย่างหนักในการเลือกตั้งระดับรัฐใน Bavaria และ Hesse จากนั้น Merkel ได้ประกาศสละตำแหน่งหัวหน้าพรรค และจะไม่ลงสมัครสำหรับตำแหน่ง Chancellor ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2021 การประกาศวางมือของเธอทำให้มีข้อสงสัยต่อความเข้มแข็งของรัฐบาลก่อนการอภิปรายนโยบายยกเลิกการพึ่งพาถ่านหิน และกฎหมายการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศการตัดสินใจวางมือของเธอยังถูกมองว่าทำให้พันธมิตรระหว่างประเทศที่ผลักดันให้เกิดความตกลงปารีสในปี 2015 อ่อนแอลง

.

กรุณาติดตาม EP ต่อไป ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย สำหรับเรื่องราวของ Angela Merkel ซึ่งจะเป็นบทสรุปของ การผลักดันนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของเธอที่มีอิทธิพลต่อความพยายามในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

.

บทความโดย Ellen Thalman และ Julian Wettengel

ขอขอบคุณข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

.

ที่มา https://www.cleanenergywire.org/.../making-climate...

20 เมษายน 2564  204

อุตสาหกรรมอาหารที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม

20 ตุลาคม 2564  17

ผู้ประกอบการเหมืองรายใหญ่ของโลกประกาศเป้าหมาย net zero carbon emissions ภายในปี 2050