'ระตะนะ ศรีวรกุล' ดึงหนุ่มสาวคืนถิ่น ปลุกเกษตรอินทรีย์ วิถีแห่งความยั่งยืน

By 0
43
'ระตะนะ ศรีวรกุล' ดึงหนุ่มสาวคืนถิ่น ปลุกเกษตรอินทรีย์ วิถีแห่งความยั่งยืน

สินค้าออร์แกนิกหรือเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ หากชุมชนใดสามารถยกระดับตัวเองให้ผ่านการรับรองมาตรฐานก็จะทำให้การส่งผลผลิตจำหน่ายมีความต่อเนื่อง เช่น การเป็นภาคีเครือข่ายจำหน่ายผักผลไม้หรือพืชสมุนไพรให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ไม่เพียงแค่ได้ราคาดีเท่านั้น แต่ยังการันตีถึงคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในระดับพรีเมี่ยมอีกด้วย

ผลพวงที่จะตามมาก็คือชื่อเสียงและลูกค้าที่จะหลั่งไหลตามมา เพราะมาตรฐานโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร คือการติดยี่ห้อความปลอดภัยจากสารเคมีนั่นเอง

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ “สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี จำกัด” ที่มี “ระตะนะ ศรีวรกุล” อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ทสม.ดาวรุ่งระดับประเทศ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในแกนนำถือเป็นต้นแบบชุมชนสร้างแหล่งผลิตอาหารออร์แกนิกที่ประสบความสำเร็จ

“ระตะนะ” นำชุมชนตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เข้าไปเป็นหนึ่งในเครือข่ายป้อนพืชสมุนไพรแก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ทำให้ผลผลิตของชุมชนเป็นส่วนประกอบเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และการประกอบอาหารสุขภาพดูแลผู้ป่วย แพทย์และพยาบาลนับร้อยชีวิต

ด้วยมีประสบการณ์จากครอบครัวเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และมีความรู้ด้านสุขภาพ เพราะเคยทำงานพยาบาลวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แกนนำชุมชนรายนี้จึงมีองค์ความรู้ด้านสรรพคุณสมุนไพรสำหรับการรักษาโรคแทบทุกชนิด

การมีภูมิปัญญาที่รอบรู้ทั้งการเกษตรและการแพทย์พืชสมุนไพรเป็นอย่างดี ประกอบกับชุมชนเข้มแข็งจึงได้รับคัดเลือกจากทางโรงพยาบาล ซึ่งยากมากที่จะฝ่าด่านเข้าเป็นเครือข่ายมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพราะมีการตรวจสอบตั้งแต่ดิน น้ำ ที่ต้องปลอดปุ๋ยและสารเคมี สภาพพื้นที่และบรรยากาศโดยรอบต้องสมดุลตามธรรมชาติ

ทว่า “ระตะนะ” ก็ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ถึงจะประสบความสำเร็จ เริ่มจากเปลี่ยนที่นารกร้างให้มาเป็นแปลงปลูกพืชผักสมุนไพร ต้องให้ความรู้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะบทบาท “หมอดินอาสา” ที่ใช้ความพยายามอยู่หลายปีกว่าจะรวบรวมสมาชิกได้ 200 กว่าคน และกระทั่งเกิดเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จำนวน 12 กลุ่ม ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งจังหวัดประมาณ 4,000 กว่าไร่

การสร้างกลุ่มที่เข้มแข็ง ผู้นำกลุ่มต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนในชุมชนเห็น ซึ่งเป็นที่มาของการทำเกษตรอินทรีย์บนที่นาของตัวเองก่อน พร้อมกับนำความรู้การแพทย์แผนไทยกับเกษตรมาผสมผสานกัน นำร่องเปิดตลาดจำหน่ายผลผลิตบริเวณหน้าโรงพยาบาล รพ.สต. ซึ่งไม่นานผักปลอดสารเคมีของ “ระตะนะ” ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก และในที่สุดได้รับเลือกไปจำหน่ายบนห้างดังหลายแห่ง ซึ่งทำให้คนในชุมชนอยากจะมีรายได้แบบเธอบ้าง

“ระตะนะ” คิดว่าการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่แค่มีกินมีใช้เท่านั้น แต่ต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย จึงเริ่มทำโครงการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ด้วยการขุดสระลึกไปจนถึง “ตาน้ำ” 6 – 7 เมตร เพื่อช่วยเติมน้ำลงใต้ดิน หน้าน้ำหลากและสามารถดึงน้ำใต้ดินช่วงหน้าแล้ง

ปัจจุบันชาวปราจีนบุรีหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะประจักษ์ชัดแล้วว่า การทิ้งเรือกสวนไร่นาไปฝากชีวิตไว้กับโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่แรงงาน คนจะกลายเป็นเศษซากเก่า ๆ ไม่แตกต่างจากเครื่องจักรที่หมดอายุ และรอวันโละทิ้ง

ด้วยเหตุนี้ทำให้คนหนุ่มสาวในหลายชุมชนในปราจีนบุรีเริ่มทยอยกลับคืนถิ่น โดยที่เขาและเธอรู้ตัวดีแล้วว่าอาชีพเกษตรกรรม และผืนดินที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้มีค่าเพียงใด

 

#คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต

54321
(0 votes. Average 0 of 5)
Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Your Name:

Your Website

*

code

Your Comment