ปัญหาขยะทำลายระบบนิเวศปัจจัยเร่งการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

By 0
59
ปัญหาขยะทำลายระบบนิเวศปัจจัยเร่งการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 หรือปรากฏการณ์ 3 ใน 4 ของสายพันธุ์ทั้งหมดจะสูญหายไปในศตวรรษหน้าเร็วขึ้นจากที่เคยคาดไว้ จากสาเหตุสำคัญ คือ ระบบนิเวศของที่อยู่อาศัยของสัตว์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพื้นที่ป่า แหล่งน้ำ กำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จากกิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ ทั้งการขยายตัวของชุมชน การบุกรุกป่า ฯลฯ ต่างมีส่วนรับผิดต่อระบบนิเวศที่ถูกทำลายลง

ขณะเดียวกัน “ปัญหาเรื่องขยะ” ก็กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่กลายเป็นตัวเร่งให้โลกเผชิญการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เร็วขึ้น โดยเฉพาะปัญหาขยะในทะเล ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศทั่วโลก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ระบุตรงกันว่า ขยะที่สร้างความเสียหายหรือมีส่วนทำลายระบบนิเวศมากที่สุด ก็คือ ขยะพลาสติก

แม้ทั่วโลกจะมีการรณรงค์ลดปริมาณการใช้พลาสติกโดยเฉพาะถุงพลาสติกลงอย่างจริงจัง แต่อุตสาหกรรมนี้ทั่วโลกยังคงขยายตัวตามความต้องการของตลาด ประมาณปีละ 8.6 % ข้อมูลที่ตอกย้ำให้ต้องระวังปัญหานี้อีกด้านหนึ่งก็คือ ทุก ๆ ปีทั่วโลกมีผลิตภัณฑ์พลาสติกออกมาสู่ท้องตลาดมากกว่า 300 ล้านตัน แต่มีเพียง 9 % ที่ถูกนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับไปใช้ใหม่ และ 12 % ถูกนำไปเผาเพื่อกำจัด อีก 79% ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม

ท้องทะเลและมหาสมุทรต้องแบกรับขยะพลาสติกประมาณปีละ 12 ล้านตัน มีเพียง 5 % ที่มองเห็นลอยอยู่ ที่เหลือนั้นจมหรือล่องลอยไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก โดยต้องไม่ลืมว่าพลาสติกส่วนใหญ่โดยเฉพาะถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาการย่อยสลายถึงประมาณ 450 ปี

ถุงพลาสติกแต่ละใบ มีเวลาปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศยาวนาน และมีผลต่อสัตว์ทะเลหลายชนิด องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  ได้ประมาณการ ว่า มีสิ่งมีชีวิตในทะเลกว่า 100,000 สายพันธุ์ ตายเพราะเข้าใจผิดคิดว่าขยะพลาสติกเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปก็ไปอุดตันลำไส้ สะสมในกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยได้ ทำให้ขาดสารอาหารหรืออาหารเป็นพิษตายในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พลาสติกขนาดเล็กและขยะอื่นๆ ซึ่งมีน้ำหนักเบา ลอยอยู่บนผิวน้ำ มักจะถูกกระแสน้ำพัดให้กองรวมกันกลายเป็น “แพขยะ” แพขยะขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบนั้น มีรายงานว่า มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของเนื้อที่รัฐเท็กซัส ของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

ความน่ากลัวของแพขยะนั้น อยู่ที่ความสามารถในการทำลายระบบนิเวศในมหาสมุทรได้เป็นวงกว้าง ด้วยการบังแสงแดดไม่ให้ส่องลงไปถึงแพลงตอนและสาหร่ายที่อยู่ด้านล่าง เมื่อจุลชีพหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในห้วงโซ่อาหารตายลง สัตว์ทะเลย่อมเลี่ยงที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยไม่ได้

นอกจากสัตว์น้ำแล้ว มีรายงานด้วยว่า นกทะเลหลายหลายสายพันธุ์ ก็ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเลอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เศษขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลเป็นเวลานาน จะปล่อยสารเคมีที่ส่งกลิ่นคล้ายอาหารที่นกกินได้

นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลอง ทดลองแช่ชิ้นส่วนพลาสติกในทะเลเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่า มีสารเคมีที่ชื่อว่า “ไดเฟมธิลซัลไฟด์( Dimethylformamide)” ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของแพลงก์ตอนเคลือบบนผิวพลาสติกและส่งกลิ่นกำมะถันที่คล้ายกับอาหารของนกออกมา ประกอบกับการที่ขยะพลาสติกสะท้อนแสงแวววาว ดึงดูดความสนใจจากนก โดยพบว่านกทะเล 90 % กินขยะพลาสติก ซึ่งจะไปสะสมในท้องจนทำให้ป่วยและตายได้

มีรายงานด้วยว่า นอกจากนกทะเลแล้ว นกทั่ว ๆ ไปหลายชนิด รวมถึงสัตว์บางชนิดที่เริ่มคุ้นกับมนุษย์ จนกล้าออกมาหากินอยู่ในชุมชน ก็มีพฤติกรรมกินขยะถุงพลาสติกเช่นกัน เพราะนกและสัตว์กลุ่มนี้ ใช้ประสาทสัมผัสกลิ่นในการหาอาหาร จึงคิดว่าถุงพลาสติกที่มีกลิ่นอาหารเป็นสิ่งที่กินได้

แหล่งอ้างอิง

www.tei.or.th

www.nationalgeographic.com/seabird

www.nationalgeographic.com/whales

www.seub.or.th