ทำนาขี้เกียจ เลิกเผา เลิกใช้สารเคมี ฟื้นระบบนิเวศ สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย

By 0
125
ทำนาขี้เกียจ เลิกเผา เลิกใช้สารเคมี  ฟื้นระบบนิเวศ สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย

ชุมชนเล็ก ๆ บนพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำยม ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร คนในชุมชนมีอาชีพหลักคือ ทำนา พวกเขาได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาโลกร้อนจากสภาพอากาศผันผวนส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชุมชน ทำให้ช่วงหน้าร้อนแล้งจัด ผืนดินแห้งผาก เพาะปลูกได้ลำบาก พอเข้าฤดูฝนน้ำก็ท่วมหนักสร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีพทางการเกษตร

 

นั่นเองทำให้คนชุมชนรังนกร่วมกับองค์กรปกครองส่วนตำบล (อบต.) เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์และสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ได้ช่วยกันคิดหาทางลดผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยดึงคนในชุมชนมามีส่วนร่วมทำ “โครงการทำนาขี้เกียจ” เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เลิกใช้สารเคมี ได้ผลผลิตมาเป็นธุรกิจอาหารปลอดภัย ลดขยะพลาสติกในชุมชนโดยสร้างการรับรู้ผ่านกิจกรรมรวมกลุ่ม และเพิ่มพื้นที่สีเขียวไว้รับมือปัญหาโลกร้อนระดับชุมชน

 

หนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกคือ นางวราภรณ์ สมบัติวงศ์ ทสม.ดีเด่นระดับประเทศปี 2562 จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยผลงานโดดเด่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

“ทำนาแบบเดิมมีแต่จะทำลายสิ่งแวดล้อมให้เสียหาย ไม่ว่าจะเผาตอซัง ฉีดพ่นยา ใช้ปุ๋ยเคมี แม้จะสะดวกสบายเร็วทันใจ แต่ทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศ ดิน น้ำ และอากาศ แต่หากทำนาขี้เกียจ จะทำให้สิ่งแวดล้อมกลับมาดีขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาช่วยกันฟื้นฟูระบบนิเวศของชุมชนด้วยวิธีทางธรรมชาติ”

 

นางวราภรณ์ได้เริ่มเดินสายรณรงค์ให้ชาวนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากความเคยชินแบบเดิม มาปลูกข้าวแบบใหม่ คือ เลิกใช้ปุ๋ยและสารเคมี ปลูกข้าวแบบนาหว่านและนาโยนแทน ที่สำคัญคือ เลิกเผาตอซังเปลี่ยนมาใช้วิธีกำจัดทางธรรมชาติ ด้วยการไถกลบภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในระหว่างเตรียมพื้นที่เพาะปลูก หรือหมักด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทิ้งไว้ให้ตอซังข้าวย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ถือเป็นการเพิ่มธาตุอาหารบำรุงดินโดยไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี

 

แนวคิดทำนาขี้เกียจเริ่มประสบผลสำเร็จ เนื่องจากคนในชุมชนเห็นถึงประโยชน์ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากสารเคมีและปุ๋ย หันมาแปรรูปตอซังให้กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ประกอบกับกระแสบริโภคอาหารปลอดภัยจึงเกิดการตั้ง “กลุ่มเกษตรกรพอเพียงตำบลรังนก” ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 228 ครัวเรือน

 

จากแนวคิด “ทำนาขี้เกียจ” กลายเป็น “ชุมชนอาหารปลอดภัย” สามารถทำให้ดินในนากลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุทางธรรมชาติ น้ำในนากลับมาใสสะอาด ชุกชุมไปด้วยสัตว์น้ำ ระบบนิเวศตามธรรมชาติกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ปราศจากสารพิษเจือปน อากาศปลอดโปร่งไร้ควันดำและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาตอซัง

 

จากนั้นจึงขยับมาทำ “ธุรกิจชุมชน” ด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผักปลอดสารพิษและรับทำอาหารตามสั่งใช้วัตถุดิบปลอดสารเคมี ทั้งยังมีการสอดแทรกแนวคิดลดขยะพลาสติกเข้าไปด้วย ซึ่งครัวเรือนก็ให้ความร่วมมืองดใช้พลาสติกจนแทบไม่มีขยะพลาสติกให้เห็นในชุมชน  

 

พร้อมกันนี้ได้จัดโครงการ “เพิ่มพื้นที่สีเขียว” กำหนด “ธรรมนูญตำบล” เป็นการตกลงร่วมกันที่จะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้านเรือนและในพื้นที่ชุมชน มีการขุดสระหรือทำที่นาเพื่อรองรับน้ำช่วงหน้าฝน เศษดินหรือเศษสวะก้นบ่อนำมาไว้รอบขอบสระหรือที่นาเพื่อใช้ปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารเคมี ผลผลิตที่ได้นำไปจำหน่าย ถือเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่ง

 

สำหรับพื้นที่สาธารณะใช้แนวคิดเดียวกัน แต่เน้นปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้มีค่า ไม้ผล ฯลฯ โดยคนในชุมชนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแล เป็นแนวทางการพลิกวิกฤตโลกร้อนที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมและฝนแล้งให้กลายเป็นโอกาสพลิกฟื้นระบบนิเวศชุมชนตำบลรังนก ทำให้ดิน น้ำ และ อากาศกลับมาดีดั่งเดิม

54321
(0 votes. Average 0 of 5)
Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Your Name:

Your Website

Your Comment