หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 423,157 ‘ความเหลื่อมล้ำ-การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ถูกโดดเดี่ยว เมื่อไทยเร่งเพิ่มปล่องควัน-มุ่งทำลายแบบฉับพลัน

‘ความเหลื่อมล้ำ-การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ถูกโดดเดี่ยว เมื่อไทยเร่งเพิ่มปล่องควัน-มุ่งทำลายแบบฉับพลัน
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 08/08/2560 16:20 น. จำนวนผู้เข้าชม 537 PRINT

‘ความเหลื่อมล้ำ-การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ถูกโดดเดี่ยว เมื่อไทยเร่งเพิ่มปล่องควัน-มุ่งทำลายแบบฉับพลัน

‘ความเหลื่อมล้ำ-การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ถูกโดดเดี่ยว เมื่อไทยเร่งเพิ่มปล่องควัน-มุ่งทำลายแบบฉับพลัน

มีใครจะเชื่อสักกี่คนว่าประเทศไทยของเราจะได้รับการพัฒนาไปข้างอย่างอย่างยั่งยืน และ “ความยั่งยืน” (Sustainable) ตามความหมายของรัฐ ในฐานะผู้ผลักดันนโยบายผ่านโครงการต่างๆ จะเข้าใจเหมือนผู้คนในโลกอื่นเขาเข้าใจหรือไม่ … ช่างเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ?

ตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีมานี้ ในหลายโอกาสหลายเวทีนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ไปกล่าวถึงนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าเรื่องรายได้ ที่ดินทำกิน และโอกาสการเข้าถึงบริการจากรัฐ ทั้งบริการสาธารณสุข การศึกษา ความยุติธรรม ฯลฯ ขณะเดียวกันนายกฯ ก็ยังได้กล่าวถึงความมุ่งหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เมื่อค้นไปดูข่าวย้อนหลังพบหลายตัวอย่าง เช่น  เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทย ในปี 2015-2020 ไว้ว่า “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ประชาคมยั่งยืน”

ควบคู่ไปกับการขยายความในเวทีย่อย หัวข้อ “ขจัดความยากจนและหิวโหย” เป็นเวลา 3 นาที มีเนื้อความโดยย่อว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับ … การแก้ปัญหาอย่างสมดุลและยั่งยืน ขจัดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำให้บรรลุผลภายใน 15 ปีข้างหน้า

“… สำหรับประเทศไทยแม้ว่าสัดส่วนของคนจนจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือร้อยละ 10.53 ในปี 2557 แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยจากโครงสร้างที่ไม่สมดุล และปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและทรัพยากรของประเทศที่อยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยเท่านั้น

“รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในสังคมและการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของประเทศอย่างทัดเทียม เพราะไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ต้องการให้สังคมไทยมีการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สร้างความแตกต่าง แบ่งแยก เอารัดเอาเปรียบ จนเกิดความ อยุติธรรม และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นรากเหง้าแห่งปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมไทยขณะนี้

“หลักการสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็คือ การรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนามาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ ก็ด้วยการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมตลาดชุมชน ลดกลไกพ่อค้าคนกลาง

“… สร้างกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ – ที่ดิน –ป่าไม้ ของประเทศ อย่างบูรณาการและยั่งยืน ไม่เสียดุลยภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น และประเทศ สร้างความเชื่อมโยง โดยการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถขจัดความยากจนได้เร็วขึ้น เพราะการพัฒนาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกคน ทุกประเทศก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ไม่มีคนใด หรือประเทศใดถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง …”

อีก 6 เดือนถัดมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้เขียนบทความลงในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับที่ 21 ประจำวันที่ 1 มี.ค.2559 ความตอนหนึ่งว่า “การปรับโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจด้วยการเมืองที่มีธรรมาธิบาล ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ไม่ปล่อยให้ใครทำนาบนหลังคนไม่มีอภิสิทธิ์ชน ทุกคนเข้าแถวคนพิการคนป่วยเด็กคนชรามีอารยสถาปัตย์รองรับบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข ต้องทั่วถึงสวัสดิการต้องครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

“ทรัพยากรน้ำและที่ดินต้องจัดสรรเหมาะสม เพียงพอต่อกระดูกสันหลังของชาติ สิทธิครอบครองไม่กระจุกตัว รายได้จึงจะกระจาย ระบบภาษีมีโครงสร้างเป็นธรรม ไม่รีดเลือดจากปู และไม่อุ้มชูกลุ่มทุน แต่ส่งเสริมการเกื้อกูลกันแบบพี่จูงน้อง เพื่อนดึงเพื่อนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายความเจริญ คืนคนกลับถิ่น คืนแรงงานกลับบ้าน ตัดวงจรความไม่เท่าเทียมทั้งปวงในประเทศ”

ทุกประโยคล้วนสร้างหวังต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่า

……….

ในอีกฟากวิชาการ กลับมองเห็นในภาพตรงกันข้าม – เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน ธีรยุทธ บุญมี ฉายภาพการเมืองไทยระหว่างตั้งโต๊ะ “วิเคราะห์อนาคตการเมืองและการปฏิรูปประเทศไทย วิพากษ์ แนะนำ วิธีคิด คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ตอนหนึ่งว่า ชาวบ้านมีฐานะเป็นเพียง “เบี้ย” ในกระดานพัฒนาเศรษฐกิจ กระดานสังคมและการเมือง ที่ต้องเสียสละเพื่อให้ เม็ด ม้า เรือ โคน อยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น

ข้อวิเคราะห์ของอาจารย์ธีรยุทธ พบว่า จวบจนปัจจุบันสถานการณ์และแนวโน้มของกระดานการพัฒนาก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะรัฐยังผูกขาดการจัดสรรทรัพยากร นโยบายการพัฒนาผูกยึดอยู่กับความมั่งคั่ง ซึ่งเอื้อแก่คนเพียงหยิบมือเดียว ทั้งทุนต่างชาติที่เข้ามารับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการลดหย่อนภาษีสารพัดรูปแบบ
……….

19 มิ.ย.2560 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ขมวดสถานการณ์การเมืองหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ผ่านหัวข้อ “การเมืองไทยกับสังคม 4.0”  ในงานเสวนา Direk’s Talk หัวข้อ ‘ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า การเมืองปัจจุบันเป็นการสถาปนาอำนาจของ “รัฐราชการ”  ซึ่งเป็นขบวนการ “คนดี” กำจัด “คนไม่ดี” โดยมีการวางแผนตระเตรียมสรรพกำลังอยู่ยาวอีกต่างหาก

นั่นหมายถึง นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านระบบเลือกตั้งล้วนเป็น “คนไม่ดี” (ทักษิณ สมชาย สมัคร ยิ่งลักษณ์) ส่วนคนที่อยู่บนเวทีอำนาจปัจจุบันและมาด้วยวิธีอื่น ล้วนไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นจึงเป็น “คนดี” (ประยุทธ์และคณะ คสช.)

เมื่อสถานะของรัฐอยู่ในสภาพแข็งตัวและมองการครองอำนาจมากกว่าผลประโยชน์ของพลเมือง การดำเนินนโยบายแต่ละด้านจึงง่ายต่อการถูกชี้นำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยเฉพาะจาก “กลุ่มทุน” ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่าภายใต้เงาของ คสช. มีตัวแทนกลุ่มทุน 12 คณะคอยนั่งเสนอแนะการบริหารประเทศอยู่อย่างครื้นเครง

เมื่อหันมาดูการส่งเสริมการลงทุน ผ่านการผลักดันนโยบายของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในฐานะรองนายกฯ ที่คุมเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสรุปทิศทางจากคำกล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาผู้ลงทุนในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand Big Strategic Move” เมื่อ 22 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมาได้แจ่มชัด

สมคิด สรุปเป้าหมายการพัฒนาของเขาและรัฐบาล 7 ประเด็นสำคัญ (ย่อๆ)

ประการแรก : จาก Export led growth สู่ balanced growth economy คือ การพึ่งส่งออก การลงทุนและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าเหล่านี้กระบวนการความร่วมมือ 3 ฝ่ายระหว่างรัฐ เอกชนและชุมชน หรือที่เรียกว่า “ประชารัฐ” ซึ่งไม่แน่ใจว่าประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมตรงไหนบ้าง

ประการที่ 2 : จาก low cost สู่ value based economy การให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าด้วยนวัตกรรมวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ การผลักดันให้เกิด cluster การผลิต โดยรัฐจะเพิ่มงบประมาณและมาตรการการจูงใจทางภาษีให้เอกชนหันมาลงทุนใน R&D นโยบายนี้ดูดีมีระดับ มองเห็นแสงสว่างความศิวิไลซ์ แต่เรื่อง R&D ในประเทศนี้ล่าหลังเป็นเต่าคลานมานานนับทศวรรษ

ประการที่ 3 : jump start โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศ  วงเงินลงทุนกว่า 2.4ล้านล้านบาท ด้วยสารพัดโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งถนน ทางด่วน motorway โครงการรถไฟฟ้า 5 เส้นทาง รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง การสร้างและพัฒนาสนามบิน ท่าเรือ และสถานีขนส่งสินค้า โดยจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้  ลงทุนร่วมกับเอกชนในโครงการ ppp fast track ซึ่งหนึ่งในโครงการที่มีการผลักดันอย่างเต็มสูบคือ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท ที่ปัจจุบันมีสารพัดคำถามว่า คุ้มค่าหรือไม่ ทำไมต้องเป็นจีน และคนไทยจะได้อะไรจากรถไฟไฮสปีดเทรนขบวนนี้

ประการที่ 4 : Eastern economic corridor, corridorfor the future รัฐบาลกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อาหารแห่งอนาคต bioeconomy  ยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค  health and wellness Medical device petrochemical ขั้นสูง  ศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค เป็นต้น โดยจะใช้พื้นที่พิเศษ 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษที่จะลดแลกแจกแถมเพื่อดึงต่างชาติมาลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาท  หากมโนภาพไปวันข้างหน้านี่ก็คือ การเพิ่มปล่องควันและ Co2 ขึ้นในภาคตะวันออกอีกมหาศาล

ประการที่ 5 : มุ่งสู่ digital Thailand  กระทรวงดิจิตัลที่ตั้งขึ้นใหม่สดๆ ร้อนๆ เตรียมรองรับการก้าวสู่ยุคดิจิตัล ไพร่ฟ้าหน้าใสมี internet broadband ใช้กว่า 24,000 หมู่บ้านในปี 2560 นี้ และอีก 2 หมื่นหมู่บ้านในปีหน้า หวังให้เทคโนโลยีดิจิตัลเข้าถึงชนบท สร้างการค้าผ่าน e-commerce จากชนบทสู่โลก  เป็น Thailand 4.0 ของแท้ๆ (จริงหรือ)

ประการที่ 6 :  Thailand, a start upnation  คือการสร้าง start up อย่างจริงจัง เป็น strategic move ที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่คอยติดตามกันต่อไปว่าจะมีหน้าใหม่โผล่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจรายย่อยได้มากแค่ไหน เพราะกลไกรัฐมักเป็นอุปสรรคและขัดขวางการยกระดับการทำธุรกิจเสมอมา

ประการที่ 7 : การเชื่อมต่อ geopolitic และgeoeconomic ที่สำคัญมี 3 ประการ  หนึ่ง คือ ความเชื่อมโยงกับประเทศ clmv เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เชื่อมต่อ supply chain ทั้งการสร้างพลังร่วมของการท่องเที่ยว สอง คือ การเชื่อมโยงไทยเข้ากับ one belt one road ของจีน ซึ่งถือเป็นการขยับตัวทาง geopolitic ที่ไทยคาดจะห้อนโหนไปกับประโยชน์ของจีน ซึ่งนักวิชาการหลายค่ามองว่า ไทยอาจจะ “เสีย” ทรัพยากรมากกว่าจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะการเชื่อมเส้นทางรถไฟจากจีนสู่เวียงจันทร์ผ่านไทยไปยังมาเลเซีย เพื่อเป็นสะพานเชื่อม one belt และ maritime silkroad ให้เป็นจริง สาม คือ การร่วมผลักดันเขตการค้าเสรีใหม่ที่จะเกิดขึ้นทั้ง RCEP  FTA  TPP

……….

ทั้งหมดทั้งมวลนี้กล่าวแบบรวบรัดได้ว่า นายกฯ พูดไปทาง (พูดไปเรื่อย) รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจก็ไปทาง (แต่สามารถเดินมาเจอกันอย่างลงตัว) ซึ่งจำแนกแยกแยะออกมาแล้วล้วนเห็นว่ามีแต่การ “เพิ่มปล่องควัน” มากกว่ามุ่งสร้างความยั่งยืนและความสมดุลในการพัฒนา ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าการมุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมมากเท่าใด ธรรมชาติของมันก็คือมุ่งไปสู่เป้าหมายการเติบโต ปริมาณผลผลิต และกำไรสูงสุด

ภายกระบวนการนี้ของอุตสาหกรรม ล้วนมุ่งก่อการเปลี่ยนแปลงแบบ “ทุบทำลายอย่างฉับพลัน” ในทุกระดับ ค่อนข้างชัดเจนที่จะมอบผลประโยชน์แค่คนแค่หยิบมือเดียว เป็นการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงโดยมุ่งหมายแค่ผลพวงทางวัตถุ โดยไม่ยี่หระต่อเรื่องอื่นใด ไม่มีสารัตถะใดที่มองเห็นได้ว่า จะนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถลดความเหลื่อมล้ำ มีการกระจายการถือครองที่ดิน (ไปให้คนจนบ้าง) และสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมที่แย่ลงทุกวันอยู่แล้ว (ตามที่นายกฯ พูดและใครๆ ก็พูด) ให้ดีขึ้น หรือสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในมิติ Green Economy และ Sustainable ได้อย่างมีนัยสำคัญ



ที่มา : >>>คลิก<<<


TAG ที่เกี่ยวข้อง