หน้าหลัก >> บริการออนไลน์ (e-services) >> ระบบข่าว >> จำนวนผู้เข้าชม: 492,515 ม.44 ไฟเขียวเอกชนสัมปทานที่ สปก. เพิ่มเหลื่อมล้ำ - เร่งทำลายสิ่งแวดล้อม !!?

ม.44 ไฟเขียวเอกชนสัมปทานที่ สปก. เพิ่มเหลื่อมล้ำ - เร่งทำลายสิ่งแวดล้อม !!?
หน่วยงาน : กองส่งเสริมและเผยแพร่ วันที่ประกาศ : 08/08/2560 15:14 น. จำนวนผู้เข้าชม 247 PRINT

ม.44 ไฟเขียวเอกชนสัมปทานที่ สปก. เพิ่มเหลื่อมล้ำ - เร่งทำลายสิ่งแวดล้อม !!?

ม.44 ไฟเขียวเอกชนสัมปทานที่ สปก. เพิ่มเหลื่อมล้ำ - เร่งทำลายสิ่งแวดล้อม !!?

คำสั่งหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ปลดล็อค พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อเปิดทางให้ 3 กิจการ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเลียม, กังหันลม และเหมืองแร่ ที่ได้รับใบอนุญาตไปก่อนหน้านี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ เป็นการให้น้ำหนัก “อุตสาหกรรม” มากกว่า “เกษตรกรรม”  และจะเป็นการค่อยๆ เปิดช่องให้เอกชนยื่นเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรไปใช้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนระเบียบเรื่อง “การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ.2541 ที่ใช้พิจารณาอนุญาตสำหรับกิจการปิโตรเลียม”

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงเป็นการ “ลบคำสั่งศาล” ไม่ให้มีผลปฏิบัติเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ซึ่งการตัดสินใจเชิงนโยบายของ คสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในครั้งนี้ นอกจากจะไม่ให้ความสำคัญกับการทวงคืนการบุกรุกที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศของ “นายทุน” แล้ว  ยังมีความย้อนแย้งต่อนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือการทวงคืนผืนป่าอีกด้วย

จริงอยู่…ที่ ส.ป.ก.ไม่ใช่พื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ แต่นอกจากควรส่งเสริมและเข้มงวดให้มีการทำเกษตรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ยังสามารถใช้ที่ดินเหล่านี้เพิ่มพื้นที่ป่าให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจากที่ ส.ป.ก. ซึ่งถูกกรมป่าไม้เปลี่ยนมือสภาพป่าเสื่อมโทรมให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือสำนักงาน ส.ป.ก. มีอยู่ทั่วประเทศหลายล้านไร่

สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยังมีเกษตรกรอีกค่อนประเทศไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งข้อมูลทางวิชาการ ระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ส่วนหนึ่งมากจาก “การไม่มีที่ดิน” และปัญหานี้ก็ทำให้ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ 3 ของโลก

ในจำนวนประชากรของประเทศทั้งหมดมีเกษตรกรกว่า 40%  ไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่คนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆ เลย ขณะที่นักธุรกิจบางตระกูลกลับครอบครองที่ดินมากถึง 6.3 แสนไร่ โฉนดที่ดิน 61% อยู่ในมือประชาชน 10% ที่รวยที่สุด

ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศของสังคมไทย

สถาบันการเงินเครดิตสวิส ออกรายงานความมั่งคั่งของโลก (Global Wealth Report 2016) ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย โดยคนรวยที่มีสัดส่วน 1% ของประชากร ครอบครองความมั่งคั่งสูงถึง 58% ของระบบเศรษฐกิจ

ด้านสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุไว้ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังมีความรุนแรง โดยคนรวย 0.1% หรือ 65,000 คน จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน มีเงินฝากเท่ากับ 49% ของเงินฝากทั้งระบบ

แม้กระทั่ง อ็อกแฟม องค์กรด้านการกุศลของอังกฤษก็ได้ออกรายงานเมื่อต้นปีมานี้ว่า คนมีฐานะของไทยที่เป็นสัดส่วน 10% ของประชากร มีรายได้มากเป็น 35 เท่าของผู้มีรายได้น้อยที่เป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากร และ คนรวยเหล่านี้ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ

ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายและซ้ำเติมความต่างของรายได้อย่างลิบลับมากขึ้นไปอีก เมื่อรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องข้อกฎหมาย ให้ความเห็นไว้ก่อนที่หัวหน้า คสช.จะเซ็นคำสั่งออกมาทำนองว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็เพราะคำสั่งห้ามทำกิจการของเอกชนในที่ ส.ป.ก.ตามคำสั่งศาล ส่งผลให้เอกชนสูญเสียรายได้จากการผลิตปิโตรเลียม

“ปัจจุบันต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์สาธารณะระหว่างประโยชน์คงที่คือประโยชน์เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะอื่นที่สมัยก่อนยังไม่ได้พูดถึง แต่ประเทศชาติขาดไม่ได้ หนึ่งก็คือน้ำมันและก๊าซ พลังงานปิโตรเลียม สองพลังงานทดแทน และสามทรัพยากรแร่ ซึ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรได้ คือเมื่อโครงการพลังงานเข้าไปใช้ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าเช่านั้นก็นำไปให้เกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากกว่าการทำการเกษตร หรือบางแห่งสามารถทำเกษตรไปด้วยได้ เงินส่วนหนึ่งก็เอาไปเข้ากองทุนเกษตรกรรมเพื่อเอาไปใช้กับการพัฒนาเกษตรทั้งประเทศ” คำอธิบายที่มาการใช้คำสั่ง

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมร่วม คสช. และ ครม. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในการเปิดทางให้ 3 กิจการ ประกอบด้วย 1.การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2.การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และ 3.การทำเหมืองแร่ สามารถดำเนินกิจการในที่ดิน ส.ป.ก.ต่อไปได้ โดยถือว่าไม่เป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

“กิจการทั้ง 3 กิจการที่กำลังจะขออนุญาตใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณี และต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ กิจการที่จะใช้บังคับมาตรา 44 ได้ ต้องเป็นกิจการที่สอดคล้องกับยุทธศาตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งต้องกำหนดชัดเจนว่าจะนำค่าตอบแทนที่ได้จากการใช้ที่ดินนี้ไปใช้ในการสาธารณประโยชน์ กำหนดเงื่อนไขการทำ CSR ให้ชัดเจน และกำหนดแผนการฟื้นฟูที่ดินเป็นระยะ

“ที่ประชุมมีคำสั่งใช้มาตรา 44 เพื่อปลดล็อคที่ ส.ป.ก.ไปใช้ในกิจการสาธารณะได้ 3 อย่าง แต่จะต้องเป็นกิจการที่ได้เคยขออนุญาตไปแล้ว แต่หากกำลังจะขออนุญาตต้องสอดคล้องกับเงื่อนไข หรือพิจารณาเป็นรายๆ ไป” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ความเห็นชอบดังกล่าวนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ยืนหยัดรักษาที่ดินไว้เพื่อเกษตรกร แต่รัฐพร้อมออกใบอนุญาตการเช่าที่ดินให้ทั้งรายเดิม และเปิดช่องให้รายใหม่ที่สนใจจะขอใช้ที่ ส.ป.ก.ในการประกอบกิจการในอนาคตอีกด้วย

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดล็อกที่ดินในครั้งนี้ นอกจากเป็นการไฟเขียวสัมปทานที่ ส.ป.ก.ให้เอกชนแล้ว ยังไม่มีท่าทีใดๆ ต่อการจัดการกับ “นายทุนรายใหญ่” ที่การบุกรุกที่ดินของรัฐอยู่ทั่วประเทศ  ไม่มีคำอธิบายใดๆ อันจะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาแบบโลว์ คาร์บอน นอกจากหลับหูหลับตาให้ความสำคัญเร่งการลงทุนทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตอันชวนฝัน



ที่มา : >>>คลิก<<<


TAG ที่เกี่ยวข้อง