มาทำความรู้จักกับขยะอวกาศกัน 20 ธันวาคม 2564  59  กองส่งเสริมและเผยแพร่ ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

เมื่อเราเงยหน้ามองท้องฟ้าในยามค่ำคืนในวันที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอก แสงจันทร์ และแสงไฟมารบกวน โดยทั่วไปเราสามารถมองเห็นดวงดาวหรือกลุ่มดาวต่างๆ แต่ถ้าโชคเข้าข้างเราก็อาจสามารถมองเห็นดาวตกบนท้องฟ้าได้เฉลี่ยราว 6 ดวงต่อชั่วโมง ดาวตกที่สว่างมากเรียกว่าลูกไฟ (fireball) หากระเบิดเรียกว่าดาวตกชนิดระเบิด (bolide) ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดเสียงดัง แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผลงานของมนุษย์ได้ สิ่งแปลกปลอมที่เกิดจากมนุษย์เหล่านี้จะเคลื่อนตัวอยู่ในวงโคจรของโลก และบางส่วนก็ตกสู่พื้นโลก ตามที่มีปรากฏเป็นข่าวตามหน้าสื่อ แต่รู้กันหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร

ขยะอวกาศ (space junk หรือ space debris) คือวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วถูกทิ้งไว้ในห้วงอวกาศเมื่อเลิกใช้งานแล้ว โดยมีทั้งวัตถุขนาดใหญ่ เช่น ยานอวกาศปลดระวาง วัตถุที่สลัดทิ้งระหว่างภารกิจเดินทางขึ้นสู่อวกาศ ชิ้นส่วนเครื่องจักรและดาวเทียมที่เสีย หรือเลิกใช้งานแล้ว นับแต่มนุษย์ส่งยานอวกาศ ดาวเทียม และคนขึ้นไปสำรวจอวกาศในช่วงทศวรรษที่ 1950 ก็ทำให้เกิดขยะขึ้นในห้วงอวกาศ ยิ่งเราดำเนินโครงการอวกาศเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้ชิ้นส่วนขยะอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในวงโคจรโลกนับวันจะยิ่งแน่นหนาขึ้น และกำลังกลายเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่จะสร้างความเดือดร้อนให้มนุษย์เราได้ทุกเมื่อ

นักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่า ในปัจจุบันมีขยะอวกาศขนาดเล็กซึ่งไม่สามารถตรวจจับได้จำนวนมากกว่าร้อยล้านชิ้นล่องลอยอยู่ในวงโคจรรอบโลก ในบรรดาขยะอวกาศเหล่านี้ ที่มีขนาดใหญ่พอมองเห็นและติดตามได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ มากกว่า 23,000 ชิ้น(ข้อมูลจาก BBC NEWS ไทย 2562) แต่ชิ้นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตรจะไม่สามารถติดตามได้เลย ซึ่งน่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะขยะอวกาศที่มีขนาดเล็กเพียงเท่าคลิปหนีบกระดาษ ก็สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับดาวเทียมและยานอวกาศได้ ถ้าเกิดไปชนกันเข้า แม้สิ่งต่าง ๆ ที่ล่องลอยในอวกาศจะมีความเร็วเท่ากันในระดับวงโคจรเดียวกัน แต่ทิศทางการโคจรนั้นอาจไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดชนกันอย่างรุนแรงได้ขณะที่มีความเร็วถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขยะอวกาศกว่าครึ่งของทุกวันนี้คือชิ้นส่วนที่เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่สองครั้ง คือการที่จีนยิงขีปนาวุธทำลายดาวเทียมของตนดวงหนึ่งเมื่อปี 2007 และเหตุการณ์ที่ดาวเทียมสื่อสารซึ่งใช้งานด้านพาณิชย์ของสหรัฐฯชนเข้ากับดาวเทียมตรวจสภาพอากาศของรัสเซียที่ไม่ใช้งานแล้วเมื่อปี 2009 เศษขยะอวกาศจากเหตุการณ์หลังนี้ยังไปชนเข้ากับสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อปี 2015 ทำให้นักบินอวกาศต้องย้ายไปอยู่ในส่วนเชื่อมต่อกับยานโซยุซชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย มาตรการเท่าที่ทำได้ทุกวันนี้คือการเฝ้าระวังทิศทางการโคจรของขยะอวกาศ ไม่ให้ชนเข้ากับดาวเทียมหรือยานต่าง ๆ โดยบางหน่วยงานของสหรัฐฯมีการจัดบุคลากรทำหน้าที่ดังกล่าว เช่นที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของนาซาในรัฐแมริแลนด์ มี "ตำรวจจราจรอวกาศ" คอยเฝ้าระวังขยะอวกาศและแจ้งเหตุเมื่อจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายดาวเทียมหลบวัตถุอันตรายที่กำลังพุ่งเข้ามา

หันมาดูประเทศไทย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีดาวเทียมโคจรอยู่ในอวกาศ 9 ดวง ในจำนวนนี้เป็นดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 5 ดวง คือ ดาวเทียมไทยคม 4, ไทยคม 6, ไทยคม 7, ไทยคม 8, ดาวเทียมไทยโชต (THEOS) และเป็นดาวเทียมที่ปลดระวางแล้วจำนวน 4 ดวง ได้แก่ ไทยคม 1, ไทยคม 2, ไทยคม 3 และไทยคม 5 ทั้งนี้กฎหมายอวกาศสากลกำหนดว่า ดาวเทียมเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ใช่ของเอกชน หากดาวเทียมที่ปลดระวางแล้วไปชนหรือสร้างความเสียหายให้แก่ใคร รัฐผู้เป็นเจ้าของดาวเทียมจะต้องแสดงความรับผิดชอบก็หวังว่าดาวเทียมที่ปลดระวางแล้ว (ขยะอวกาศ) จำนวน 4 ดวง จะไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย

17 ธันวาคม 2564  19

สส. จัดโครงการอบรมต่อต้านทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน

20 ธันวาคม 2564  13

ทส. ร่วมกับ มศว. จัดบรรยายพิเศษ "มหาวิทยาลัยสีเขียว"