ลดโลกร้อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมโลก 22 พฤศจิกายน 2564  30  กองส่งเสริมและเผยแพร่ ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

“มนุษย์ไม่เคยหยุดพัฒนา” คำกล่าวนี้คือความจริงอย่างที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เป็นผลให้เกิดภาวะโลกร้อนตามมา มนุษย์จึงได้คิดวิธีต่างๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปลูกป่า การใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น แม้วิธีที่กล่าวมาจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงก็ตาม แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะส่งผลให้อุณหภูมิของโลกลดลงตามที่กำหนดได้

ดังนั้นมนุษย์จึงได้คิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ “วิศวกรรมธรณี (geoengineering)” ซึ่งเป็นการแทรกแซงระบบภูมิอากาศขนาดใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลง คำศัพท์อังกฤษนี้มาจากคำว่า engineering the earth ที่แปลว่า การควบคุมโลก ซึ่งมีหลายวิธีที่จะควบคุมโลกและสิ่งแวดล้อมได้ โดยวิศวกรรมธรณีแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วิธีการขจัด CO2 ออกโดยตรง (carbon dioxide removal: CDR) เช่น การกักเก็บ CO2 ใต้ดิน เป็นต้น และวิธีการลดความร้อนโดยการจัดการกับรังสีดวงอาทิตย์โดยตรง (solar radiation management: SRM) ด้วยการสะท้อนกลับของแสงอาทิตย์ เพื่อลดการดูดซับแสงของโลก เช่น การปล่อยละอองลอย (aerosols) สู่ชั้นบรรยากาศ การใช้แผงโซล่าเซลล์ในอากาศ เป็นต้น

นอกจากวิธีที่กล่าวมาแล้ว มนุษย์ยังใช้มหาสมุทรเป็นเครื่องมือในการลดภาวะโลกร้อนด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว มหาสมุทรถือเป็นแหล่งกักเก็บ CO2 ที่มีขนาดใหญ่ สามารถกักเก็บ CO2 ได้มากกว่าแหล่งกักเก็บบนพื้นดินถึง 20 เท่า โดยการถ่ายโอน CO2 ในชั้นบรรยากาศบนผิวมหาสมุทรลงสู่ท้องทะเล ด้วยการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร มนุษย์เล็งเห็นในความสำคัญนี้ จึงได้คิดเทคโนโลยีที่เป็นส่วนหนึ่งของวิศวกรรมธรณีขึ้นมา นั้นคือ “วิศวกรรมธรณีทางทะเล (Marine Geoengineering or Ocean-Based Geoengineering Methods)

วิศวกรรมธรณีทางทะเลก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกัน คือ วิธีแบบ CDR ได้แก่ การเร่งสลายตัวทางทะเล โดยการเติมสสารที่เป็นด่างอย่างหินปูน แร่ซิลิเกต ลงในมหาสมุทร หรือการใช้ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี, การทำให้คาร์บอนจมสู่มหาสมุทรด้วยวิธีทางกายภาพ โดยการเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเป็นการเร่งการถ่ายโอน CO2 จากชั้นบรรยากาศสู่มหาสมุทร ด้วยการสร้างท่อในแนวตั้ง และการเพิ่มความอุสมสมบรูณ์ให้กับมหาสมุทร โดยการเพิ่มธาตุเหล็ก ในมหาสมุทร เพราะแพลงก์ตอนพืชที่มีบทบาทในการดึง CO2 จากพื้นผิวมหาสมุทรด้วยการสังเคราะห์แสงจะขยายพันธุ์ได้ดีในบริเวณที่มีธาตุเหล็กสูง

ส่วนวิธีการแบบ SRM ได้แก่ การสร้างเมฆเทียมและการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเมฆ โดยการฉีดพ่นน้ำทะเลอนุภาคเล็กเข้าใส่เมฆในชั้นบรรยากาศต่ำสุด เป็นการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเมฆให้มีความหนาแน่นและสามารถสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้มากขึ้น หรือการสูบน้ำทะเลแล้วฉีดพ่นในอากาศเพื่อให้อนุภาคเกลือในน้ำทะเลควบแน่นกับไอน้ำกลายเป็นเมฆเทียม และการปรับเปลี่ยนความสามารถในการสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ของพื้นผิวมหาสมุทร โดยการฉีดพ่นฟองอากาศในพื้นผิวมหาสมุทร เพื่อให้เกิดความสว่างที่พื้นผิวมากขึ้น เป็นผลให้สะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามบางวิธีที่กล่าวมาเป็นได้แค่ทฤษฎี เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ เช่น ความไม่แน่ชัดของการใช้ระยะเวลาและปริมาณสารต่างๆ ว่าควรใช้มากน้อยเพียงใดถึงจะเห็นผลชัดเจน ซึ่งบางวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเพื่อนำไปใช้จริง และเห็นได้ว่าวิธีการเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้หากไม่ใช้อย่างรอบคอบ ดังนั้นจึงได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายทางทะเลออกมาเพื่อควบคุมการใช้วิธีดังกล่าว เช่น อนุสัญญาลอนดอนและพิธีสารลอนดอน และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982

ส่วนวิธีที่ใช้ได้จริง เช่น การสร้างเมฆเทียมและการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเมฆอย่างโครงการ Cloud Brightening ในประเทศออสเตรเลีย คิดค้นขึ้นมาเพื่อชะลอความเร็วของอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น เพื่อลดการฟอกขาวในแนวปะการังที่โด่งดังอย่างเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) โดยใช้ใบพัดหมุนให้พ่นอนุภาคของทะเลขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อให้เมฆหนาแน่นขึ้น หากทำแบบนี้นาน 2-3 สัปดาห์ – 2 เดือน จะทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลลดลงได้จริง ซึ่งโครงการนี้มีการทดลองใช้มาแล้ว หรือในจีนที่ใช้เทคโนโลยี Cloud seeding ในการหยุดฝนตกในงานพิธีโอลิมปิกปักกิ่ง ปี 2008 และยังศึกษาเทคโนโลยีนี้เพื่อลดความแรงของพายุเฮอริเคนบางชนิดอีกด้วย

แต่วิธีการเหล่านี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่ตรงจุด และอาจก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้ หากยังไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่าวิธีเหล่านี้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม แถมวิธีบางอย่างยังใช้ต้นทุนที่สูงมากดังนั้นการแก้ปัญหานี้ควรวิธีการแก้ที่ต้นเหตุจะดีกว่า นั่นก็คือ “การมุ่งสู่เศรษฐกิจปล่อยคาร์บอนต่ำ” ที่ถึงแม้จะใช้ระยะเวลายาวนานแต่เป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว

20 พฤศจิกายน 2564  32

ประมวลภาพบรรยากาศ “COP26”

23 พฤศจิกายน 2564  32

สส. อบรมพัฒนาแกนนำเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ พร้อมขับเคลื่อนให้เกิดธรรมมาภิบาลอย่างยั่งยืน