TH | EN  
 
รายการคนไทยหัวใจสีเขียว



 
 
 

 
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ห้วยฮ่องไคร้ สถานท่องเที่ยวเชิงพัฒนา PDF Print E-mail
( 1 Vote )
Written by Administrator   
Tuesday, 18 November 2003 00:00
There are no translations available.

ตลอดเส้นทางที่นำไปสู่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขต ต.ป่าเมี่ยง และ ต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ร่มรื่นไปด้วยเงาไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมผืนดิน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าสีชมพูสดรวยรินมาแต่ไกล สร้างความชุ่มชื่น และประทับใจให้กับผู้มาเยือนยิ่งนัก แต่ใครจะรู้บ้างว่าผืนดินกว้างกว่า 8,500 ไร่ ต้นน้ำป่าขุนแม่กวงแห่งนี้ เคยตกอยู่ในสภาพแห้งแล้ง ไร้สรรพสิ่งมีชีวิต เพราะต้นไม้น้อยใหญ่ถูกตัดไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถจักรไอน้ำจนเกือบหมด

ด้วยน้ำพระราชหฤทัย และสายพระเนตรกว้างไกลที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย..ในปี 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูแหล่งน้ำและป่าธรรมชาติแห่งนี้ให้กลับคืนมา

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงก่อตั้งและพระราชทานองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน ในช่วงระยะเวลา 20 ปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ กลับกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่ถือว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพของบรมครู ที่ต้องการให้ศูนย์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และสถานท่องเที่ยวเชิงพัฒนา ที่ใครๆ จะมาดูว่าทำอะไรกัน

"ขณะนี้เรากำลังนำคำสอนของพระองค์ท่าน มาเรียบเรียงให้เป็นระบบ นำความสำเร็จของการปฏิบัติงานจริงในภาคสนาม มานำเสนอในรูปแบบ และภาษาที่เข้าใจง่าย กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในการจะมาศึกษา โดยรักษาเอกลักษณ์ อุดมการณ์ สภาพแวดล้อมไม่ให้บอบช้ำ เพื่อให้ผู้มาเรียนรู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ การนำไปพัฒนา และใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน"

การพัฒนาภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ สภาพพื้นที่บางส่วนลาดชัน ทำให้ไม่สามารถนำระบบชลประทานเข้าไปได้ถึง จึงมีการปลูกเสริมป่า และเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เพื่อพัฒนาต้นน้ำ พื้นที่ 6,000 ไร่ สร้างฝายต้นน้ำลำธารเป็นระยะ ขุดคลองไส้ไก่ขนาดเล็กส่งน้ำให้กระจายไปทั่วพื้นที่ เป็นแนวกันไฟ สร้างทุ่งหญ้า ปลูกไม้ผล ไม้ไผ่ ไม้ผลในร่ม อาทิ พริกไทย มะก่อหลวง หรือมะคาดาเมีย ในรูปผสมผสานให้เป็นอาหารสัตว์ป่า พื้นที่ 800 ไร่ จัดทำเกษตรอุตสาหกรรม ผสมกับการปลูกป่าวนเกษตร นำการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับสังคมชนบทมาทดลอง เช่น ปลูกข้าว และพืชไร่ ไม้ผล สมุนไพร พืชผักพื้นบ้าน ไม้ดอกไม้ประดับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาพันธุกรรมพืช พื้นที่ 600 ไร่ พัฒนาการปศุสัตว์ ด้วยการเลี้ยงสัตว์ในสภาพป่าโปร่ง คือ วัวนม ไก่ เป็ด ห่าน กบ และสุกร เพื่อผลิตอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพป่า ด้วยการเจริญเติบโตของปาไม้ และการกระจายลูกไม้ รวม 700 ไร่ สร้างอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่โดยรวม 7 อ่าง ทดลองเลี้ยงปลา บริหารแหล่งน้ำ และการจับปลา เพื่อการประมงให้กับชาวบ้าน และใช้เป็นที่พักผ่อนเนื้อที่ 400 ไร่

และจากความมุ่งมั่นในช่วง 18 ปี ก่อให้เกิดความเปลี่ยนอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะด้านกายภาพและชีวภาพ จากป่าเต็งรังพัฒนาเป็นป่าเบญจพรรณที่มีความหนาแน่น พันธุ์ไม้เพิ่มจาก 35 ชนิดเป็น 60-80 ชนิด สัตว์ป่าคืนถิ่น มีนก 122 ชนิด โดยเฉพาะนกยูงไทย ไก่ป่า เก้ง และหมูป่า กล้วยไม้ท้องถิ่น 100 ชนิด พืชสมุนไพร ธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำฝนเพิ่ม มีความชุ่มชื้น และไม่เกิดไฟป่า ส่งผลต่อชุมชนโดยรอบ จำนวน 18 หมู่บ้าน ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนา ทำให้มีรายได้และฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสามารถพึ่งพาตนเองได้ในลักษณะพออยู่พอกิน

นายศิริชัย หงษ์วิทยากร ภาควิชาภูมิทัศน์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในฐานะหัวหน้าคณะโครงการศึกษาเพื่อจัดทำผังแม่บทและแผนแม่บทการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และสถานท่องเที่ยวเชิงพัฒนา ระบุว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย และการจะถ่ายทอดออกสู่สาธารณะก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะต้องทำทุกอย่างให้ออกมาเป็นภาพที่ชัดเจน และนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาอาชีพได้ตามกำลังความสามารถ ดังพระราชกระแส "..พยายามจะทำอะไรที่ง่ายๆ แล้วในที่สุดก็ทำง่ายๆ แล้วได้ผล ก็เป็นหลักวิชาโดยอัตโนมัติ.."

ปัจจุบันนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และนักวิชาการทั้งใน และต่างประเทศเดินทางเข้ามาศึกษา ดูงาน และเข้ารับการฝึกอบรมในแขนงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาระบบการจัดการในการดำเนินกิจกรรมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างเต็มที่

แล้วจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวใน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" แห่งนี้ออกรสชาติ นายภราเดช พยัฆวิเชียร ที่ปรึกษาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งแรกที่ต้องนำเสนอ คือ ความสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ โดยสื่อความหมายเป็นภาพให้น่าสนใจ เข้าใจ เรียนรู้เรื่องราวความเป็นมา แนวพระราชดำริ จนถึงความสำเร็จได้อย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้ตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบที่แท้จริงจากคำบอกเล่า ภาพที่มองเห็น ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตนเองใน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตแห่งนี้

"นี่เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะสนองแนวพระราชดำริที่ว่า "..ต้นทางคือ ป่าไม้ ปลายทางคือ ประมง ระหว่างทางคือ ความหลากหลายของกิจกรรม ชีวิตและวัฒนธรรม.." แล้ว ยังมีความเป็นอิสระ และสามารถซุกซนไปกับการศึกษา ทดลอง ดูงาน และท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยสื่อความหมายผ่านองค์ประกอบภูมิทัศน์ที่สัมพันธ์ เชื่อมโยง ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติกับผู้มาเยือน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนที่น่าประทับใจ กระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลก เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำลายของนักท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวควรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรม"

แม้วันเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้จะมีความเจริญเติบโตรุดหน้าไปมาก ด้วยการบริหารงานที่ไม่ยึดติดกับตำรา หรือ อัตตาของแต่ละบุคคล อาศัยความสามัคคีตามหลักประชาธิปไตย นำความรู้จากธรรมชาติมาแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และประชาชนเป็นที่ตั้ง จนกลายเป็นต้นแบบให้กับ 5 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั่วประเทศก็ตาม แต่พสกนิกรทุกคนคงต้องสำนึกในพระดำรัสที่ว่า

"..การพัฒนาประเทศต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการ และอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และฐานเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับ.."

เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนตลอดไป..เพราะนั่นต่างหากคือ พระราชประสงค์ที่แท้จริง..

แหล่งที่มา : www.matichon.co.th
โดย จินตนา กิจมี

 
 
 
 
     
         
 
49 พระราม 6 ซอย 30 พญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2278-8400-19 หรือ E-mail : info@deqp.mail.go.th
สอบถามข้อมูลสิ่งแวดล้อม : 0-2278-8444 หรือ E-mail : callcenter@deqp.go.th
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2550 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
by TRECONWEBSITE