TH | EN  
 
รายการคนไทยหัวใจสีเขียว



 
 
 

 
วิกฤติ นกแต้วแล้วท้องดำ เหลือ 13 คู่สุดท้ายก่อนสูญพันธุ์ PDF Print E-mail
( 0 Votes )
Written by Administrator   
Monday, 15 September 2003 00:00
There are no translations available.

 

ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ อันเป็นพื้นป่าแหล่งที่อยู่อาศัยแห่งสุดท้ายของนกแต้วแล้วท้องดำ จัดอยู่ในสังคมป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) มักพบอยู่ในที่ราบหรือบนภูเขาที่มีระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีปริมาณน้ำฝนเกินกว่า 1,600 มิลลิเมตรต่อปีขึ้น ประกอบชนิดไม้ที่ไม่ผลัดใบเป็นส่วนใหญ่ มีไม้เด่นในชั้นเรือนยอดสูงเป็นไม้ขนาดใหญ่และประกอบด้วยไม้ชั้นรองต่อเนื่องลงมาจนถึงพื้นดิน เรือนยอดชั้นบนสุดมักสูงเกินกว่า 30 เมตรขึ้นไป มักมีไม้ในวงศ์ไม้ยาง (Dipterovarpaceae)ที่ไม่ผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง อันเป็นไม้เด่นในชั้นเรือนยอดบนสุด และมีไม้อื่นผสมอยู่ด้วย

นายสมปราชญ์ ผลชู หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษา กบ.2 อ.คลองท่อม ได้กล่าวถึงพื้นป่าแห่งนี้ว่า เขานอจู้จี้ คือ ป่าดิบชื้นที่ราบต่ำผืนสุดท้ายของไทย มีพันธุ์พืชและสัตว์หลายชนิด มีความจำกัดเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น หนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของไทยและใกล้สูญพันธุ์ในอันดับที่ 7 ของโลกในจำนวน 6,000 ชนิด นั้นคือ นกแต้วแล้วท้องดำ ซึ่งมีฝูงนกชนิดนี้ เป็นฝูงสุดท้ายของโลก แต่ปัจจุบันนี้มีพื้นป่าที่นี่ถูกทำลายและถูกครอบครองเปลี่ยนสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพื้นที่เกษตรกรรมจนหมดสิ้น ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอยู่ภาวะวิกฤตที่สุด เหลือจำนวนนกแต้วแล้วท้องคำเพียง 13 คู่เท่านั้น อันตรายต่อการสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

สัตว์ป่าหายาก “นกแต้วแล้วท้องดำ” มีต้นกำเนิดที่ไม่แน่ชัด จนในช่วง พ.ศ.2532 นายฟิลลิป ดี ราวด์ นักดูนกชาวอังกฤษและนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ซึ่งได้ทำงานร่วมกันพบว่า นกชนิดนี้ ยังไม่มีผู้ใดได้พบหรือเห็นตัวอย่างไว้กว่า 30 ปี จึงมีเริ่มการติดตาม ค้นหาพบนกแต้วแล้วท้องดำ อาศัยในพื้นป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้หมู่บ้านบางเตียว ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่และพื้นที่ในจังหวัดตรังบางส่วน

สำหรับประวัติขอนกแต้วแล้วท้องดำ พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ.2418 และในปีเดียวกับก็พบในไทย ที่ จ.ระนอง เป็นนกที่หาง่ายและพบได้ทั่วไปมีชื่อ พื้นเมือง เรียกว่า นกเต้นเล้า นกเต้นสี นกเต้นตามกวาง นกกระเต้น (ภาคใต้) หรือนกเต้นหัวแพร ใช้ชื่อสามัญว่า Gurmey’s Pitta หรือ Black-breasted Pitta ชื่อวิทยาศาสตร์ Pitta gurmeyi นกชนิดนี้มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนป้อม วัดขนาดจากปลายปากถึงปลายหาง ยาวประมาณ 22 เซนติเมตร ลักษณะของนกเพศผู้ มีลักษณะเด่นบนหัวและท้ายทอยมีสีฟ้าประกายสดใส ตัดกับหน้าและหน้าผากสีดำสนิท คอสีขาวครีม อกส่วนบนขนสีเหลืองสด อกส่วนล่างมีสีดำเป็นมันท้องและก้นสีดำ สีข้างและข้างลำตัวเป็นสีเหลืองและมีลายสีดำสั้นๆ คาดเป็นบั้งๆ ตลอดแนวลำตัว ลำตัวด้านบนมีสำน้ำตาลแกมเหลือง ปีกสีน้ำตาลเข้มกว่าที่ลำตัวเล็กน้อย หางและขนคลุมหางมีสีฟ้าแกมเขียวคล้ายสีของหยก ขนกลางหางมีสีดำเรียบๆ ขาสีชมพูอ่อน ปากดำ เพศเมีย หัวและท้ายทอยมีสีน้ำตาลแกมเหลืองและมีลายสีดำสั้นๆ คาดตามขวางตลอดลำตัว ส่วนหาง ลำตัว ด้านบน ปี และส่วนอื่นๆ มีสีคล้ายเพศผู้

นิสัยของนกชนิดนี้ เป็นนกร่าเริง บินเก่ง ชอบกระโดดไปตามพื้นดิน มักใช้จะงอยปากที่แข็งแรงขุดดิน จิก หรือพลิกใบไม้แห้งหาแมลงกิน มักพบเป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ เดือนเมษายน-เดือนสิงหาคม เป็นนกขี้ตกใจ มักร้อง “แต้ว” 1 พยางค์ ห่างกัน 4 - 5 วินาที อาหารคือ ไส้เดือน ปลวก แมลงตามพื้นดิน กบหรือเขียดตัวเล็กๆ ที่สำคัญมีศัตรูตัวร้ายคือ มนุษย์ที่ชอบบุกรุกทำลายป่า หรือชอบเลี้ยงนก ตลอดจนงูแส้หางม้าหรืองูกินไข่กระรอก

ในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ พร้อมกับการดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนกชนิดนี้ มักมีเขตอยู่อาศัยเฉพาะถิ่น ไม่อพยพเดินทางไปไหนเลย ในปัจจุบันนี้ นั้นมีประกาศให้พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประ-บางครามทั้งหมด และพื้นที่ราบต่ำอยู่ในเขตป่าสงวนให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยด่วน เพิ่มพื้นที่ป่าในทีราบต่ำ โดยมีการปลูกป่าทดแทนที่ถูกทำลาย ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ โดยมี นายสมศักดิ์ เนติรังษีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ 19 กล่าวถึง การจัดการกับผู้บุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามว่า พื้นที่ป่าถูกบุกรุกไปแล้วประมาณ 680 ไร่ ได้มีการแจ้งเตือนให้ผู้บุกรุกป่าบางคราม ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2546 ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลออกไปให้แล้วเสร็จในวันที่ 19 กรกฎาคม 2546 แต่ปรากฏว่าผู้บุกรุกยังคงฝ่าฝืนไม่มีใครยอมออกไป ต่างมีนายทุนเป็นข้าราชการระดับสูงอยู่เบื้องหลัง เป็นผลทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่มีปัญหาหนักใจในการเอาผิดกับผู้บงการ โดยเหตุนี้ ทางสำนักงานบริหารจัดการพื้นทีป่าอนุรักษ์ 19 จำเป็นต้องใช้ยุทธการมาตรา 25 ทำการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่รุกเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ให้หมดไป

นายประพันธ์ ปัญญาชาติรักษ์ เจ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการฟื้นฟูสภาพป่าเขานอจู้จี้ เพื่อการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำว่า ตนได้รับรายงานจากอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งชาติได้ตรวจยึดพื้นที่คืนจากผู้บุกรุกแผ้วถางป่า จำนวน 1,500 ไร่ มีผู้ต้องหา 14 คดี แต่ไม่มีการแสดงตัว ในเรื่องนี้ตนไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด ขณะนี้ได้สั่งการหน่วยงานในกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน พร้อมกล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่อย่ากังวลหรื่อหนักใจ “หากเจ้าหน้าที่ท่านใดเจอตอ เกิดความหวั่นไหว ให้ติดต่อผ่านตนที่กระทรวงได้เลย และอย่างที่ท่านนายกฯทักษิณ เคยกล่าวในเรื่องปราบปรามผู้อิทธิพล เน้นย้ำว่า เราต้องล้างให้สะอาด”

ต่อไปนี้…เราคงไม่ได้ยินนกแต้วแล้วท้องคำ ต้องร้อง แต้ว ! กันอีกแล้ว หากเนื่องด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ ได้ร่วมใจกันทะนุบำรุงสภาพแวดล้อมอันเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์และพันธุ์พืช ในการรณรงค์ปลูกป่าประมาณ 900 ไร่ เป็นการอนุรักษ์พื้นป่าให้สมดังพระราชปณิธานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่และได้ถวายเป็นราชสักการะเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 ดังพระราชดำรัสว่า “คนไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของป่าไม้ว่ามีประโยชน์นานาประการ นอกเหนือจากจะช่วยขจัดอากาศที่เป็นพิษ เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์และเป็นคลังแห่งยารักษาโรคหลายพันหลายหมื่นชนิดที่เราได้ใช้อยู่ ตลอดจนที่กำลังรอการค้นคว้าวิจัยอีกเป็นจำนวนมากแล้ว เรายังทราบดีว่า ป่าไม้ทรงคุณค่ามหาศาลในการผลิตน้ำให้แก่เรา น้ำซึ่งเป็นความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ รวมไปถึงการรณรงค์ให้ปลูกป่า และปลูกต้นตามสถานที่ทั่วไปอย่างขันแข็ง เพื่อทะนุบำรุงสภาพแวดล้อม อันจะผลดีไปถึงชาวโลกทั้งมวลต่อไป”


โดย รวีวรรณ สุขนุกูล

แหล่งที่มา:หนังสือพิมพ์สยามรัฐ 15 กันยายน 2546

 

 

 
 
 
 
     
         
 
49 พระราม 6 ซอ�?30 พญาไ�?กรุงเทพมหานคร 10400 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2278-8400-19 หรือ E-mail : info@deqp.mail.go.th
สอบถามข้อมูลสิ่งแวดล้อ�?: 0-2278-8444 หรือ E-mail : callcenter@deqp.go.th
สงวนลิขสิท��ิ์ �?�? 2550 ตามพระราชบัญญัติลิขสิท��ิ์ �?�? 2537 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อ�?/div>
by TRECONWEBSITE