TH | EN  
 
รายการคนไทยหัวใจสีเขียว



 
 
 

 
ใช้ ผักตบชวา ทำปุ๋ยหมัก ทางเลือกใหม่ของชาวปากพนัง PDF Print E-mail
( 0 Votes )
Written by Administrator   
Tuesday, 24 February 2004 00:00
There are no translations available.

"ผักตบชวา" นับเป็นวัชพืชตัวฉกาจที่คอยสร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด เนื่องจากพืชชนิดนี้จะคอยขวางกั้นแม่น้ำลำคลองให้ไหลเวียนไม่สะดวกแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการสัญจรไปมาทางน้ำอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรและหลายหน่วยงานพยายามที่จะกำจัดกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผักตบชวานับเป็นพืชที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจึงทำให้กำจัดอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น

แต่สำหรับเกษตรกรชาวลุ่มน้ำปากพนัง "ผักตบชวา" ที่ล่องลอยอยู่บนผิวน้ำครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ วันนี้...วัชพืชที่ไร้ค่าเหล่านั้นดำเนินการขุดลอกขึ้นมา และกำลังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างรายได้ที่งดงามให้แก่ชาวบ้านเนื่องจากกรมพัฒนาที่ดิน

นายเกษม ทักษิณากุล หัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในปี 2546 ที่ผ่านมา สถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ได้รับงบประมาณ 7 แสนบาทจากสำนักกปร. ให้จัดฝึกอบรมและสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชให้กับเจ้าหน้าที่อบต. หมอดินอาสา และเกษตรกรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริครอบคลุมพื้นที่รวม 10 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ อำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด ร่อนพิบูลย์ เฉลิมพระเกียรติ จุฬาภรณ์ พระพรหม และบางส่วนของอำเภอลานสกา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่บางส่วนของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา บางส่วนของอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าฝึกอบรม 156 คน ร่วมทำการผลิตปุ๋ยหมัก 260 ตัน

นายเกษม กล่าวว่า วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักเดิมทีเกษตรกรจะต้องใช้ฟางข้าว ซังข้าว แกลบเป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยหมัก แต่สำหรับในพื้นที่ของชาวลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งในรายที่เกษตรกรมีการทำนาข้าวเพียงปีละครั้ง และเกษตรกรที่ทำนาข้าวมีจำนวนไม่มากนัก จึงทำให้การทำปุ๋ยหมัก ต้องประสบกับปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะจะต้องไปซื้อฟางจากพื้นที่อื่น

"เมื่อต้องประสบกับปัญหาเรื่องฟางข้าวหายาก ผมจึงมองหาวัสดุที่จะนำมาทดแทน เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เกษตรกรก็คงจะต้องประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างแน่นอน" นายเกษตร กล่าว

จากการทดลองทำปุ๋ยหมักจากวัสดุหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นชานอ้อย ต้นข้าวโพด ฯลฯ แต่ในที่สุด นายเกษม ก็พบว่าผักตบชวาเป็นวัสดุชั้นยอดและเหมาะสมที่สุดในการทำปุ๋ยหมัก เนื่องจากเป็นวัชพืชที่หาได้ง่ายและไม่ต้องเสียเงินซื้อ อีกทั้งเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำคลองสะอาดด้วย

วิธีการดูแลกองปุ๋ยหมัก หมั่นตรวจดูแลกองผักตบชวา โดยการให้น้ำอย่าให้แห้งหรือแฉะเกินไป โดยวิธีการตรวจง่ายๆ คือเอามือสอดเข้าไปในกองลึกๆ หยิบชิ้นส่วนมาบีบดู ถ้ามีน้ำติดอยู่ที่ฝ่ามือ แสดงว่ามีความชื้นพอเหมาะไม่ต้องรดน้ำ ถ้าไม่มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่ากองผักตบชวาแห้งเกินไปต้องรดน้ำในระยะนี้ ถ้าบีบดูมีน้ำทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ แสดงว่าแฉะเกินไปไม่ต้องรดน้ำ จะต้องกลับกองผักตบชวา ทุก 7-10 วัน เพื่อให้อากาศถ่ายเทผ่านเข้าไปในกองได้สะดวก และลดความร้อนภายในกองด้วย จึงจะทำให้ผักตบชวาสลายตัวเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้นกว่าไม่มีการกลับกองปุ๋ย

การใช้ผักตบชวาทำปุ๋ยหมักนั้น นอกจากจะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนฟางข้าวแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้วัสดุชนิดอื่นๆ ทำปุ๋ยหมักแล้ว ปุ๋ยหมักจากผักตบชวาสามารถใช้ผลผลิตได้มากกว่าถึงสองเท่า แถมยังมีปริมาณธาตุอาหารพืชหลักเหมาะสมในการปรับปรุงบำรุงดิน ไม่แพ้ปุ๋ยหมักที่ใช้วัสดุทำจากฟางข้าว โดยมีไนโตรเจน 1.3% ฟอสฟอรัส 0.7% โพแทสเซียม 2.8% เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี (ปุ๋ยหมักผักตบชวา 1ตัน) ให้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต จำนวน 60 กิโลกรัมให้ปุ๋ยทริบเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต จำนวน 15 กิโลกรัม และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ จำนวน 46.6 กิโลกรัม

ถ้าเกษตรกรรายใดมีปัญหาหรือสนใจต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ขอคำแนะนำได้โดยตรง ที่สถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ตู้ป.ณ. 45 ปทฝ.ศาลามีชัย อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 8000 โทร. 0-7537-8609

แหล่งที่มา : www.khaosod.co.th
โดย ประกิต เพ็งวิชัย

 
 
 
 
     
         
 
49 พระราม 6 ซอย 30 พญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2278-8400-19 หรือ E-mail : info@deqp.mail.go.th
สอบถามข้อมูลสิ่งแวดล้อม : 0-2278-8444 หรือ E-mail : callcenter@deqp.go.th
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2550 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
by TRECONWEBSITE