TH | EN  
 
รายการคนไทยหัวใจสีเขียว



 
 
 

 
การจัดการขยะและน้ำเสีย PDF พิมพ์ อีเมล
( 21 Votes )
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 23:30 น.

วิวัฒนาการของขยะ

ขยะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์โดยตรงยิ่งอัตราการขยายตัวของจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นมากเท่าไรปริมาณขยะก็จะยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น เท่านั้น และในปัจจุบัน ขยะได้เปลี่ยนรูปแบบไปมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเดิมนั้น ขยะที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปมักจะเป็นเศษกระดาษ แก้ว พลาสติก หรือโฟม แต่ทุกวันนี้ ปัญหาขยะที่เกิดจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยีชั้นสูงในการกำจัด เพียงแค่การจัดการปัญหาขยะเดิมๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการให้หมดหรือลดลงไปได้

ชึ่งในปัจจุบัน เราอาจแยกขยะออกเป็น 4 ประเภท ตามความยากง่ายของการย่อยสลาย หรือการเน่าเปื่อย และความเป็นพิษได้ดังนี้

1. ขยะมูลฝอยที่ย่อยสลายได้





เป็นขยะมูลฝอยที่เป็นสารอินทรีย์ที่สามารถนำมาหมักเป็นปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร เศษผัก เศษผลไม้ มูลสัตว์และซากสัตว์ เป็นต้น

2. ขยะมูลฝอยทั่วไป






เป็นขยะมูลฝอยที่เป็นสารอนินทรีย์ ซึ่งจะย่อยสลายไม่ได้ ไม่เป็นขยะมูลฝอยอันตราย แต่รีไซเคิลได้ยาก หรือไม่คุ้มค่าในการนำไปรีไซเคิล เช่น เศษวัสดุก่อสร้าง เถ้าฝุ่นละอองจากถนน และถุงพลาสติกในขนม เป็นต้น

3. ขยะมูลฝอยที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

หรือขยะมูลฝอยมีค่า หรือขยะมูลฝอยรีไซเคิลเป็นขยะมูลฝอยที่สามารถนำมาขายเพื่อส่งไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น เศษโลหะ ถุงพลาสติก กล่องกระดาษ กระดาษหนังสือพิมพ์ ขวดแก้ว ขวด กระป๋องโลหะ เป็นต้น

4. ขยะมูลฝอยอันตราย

เช่น ขยะมูลฝอยปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี สารเคมีทิ้งแล้ว ยาเสื่อมสภาพ ของมีคม ภาชนะที่มีแรงดันและขยะมูลฝอยติดเชื้อ เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทยนั้น วิกฤตปัญหาขยะได้ส่อเค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วงปี 2544 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คาดว่ากากของเสียอันตรายได้เพิ่มมากขึ้นถึง 2.8 ล้านตัน โดยร้อยละ 73 หรือ 3 ใน 4 นั้นเกิดจากภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ตามพาณิชยกรรม สถานบริการ สถานพยาบาล ท่าเรือและกิจการเดินเรือ บ้านเรือนและภาคเกษตรกรรม โดยที่กากของเสียเหล่านี้ได้รับการบำบัดและกำจัดได้เพียง 520,000 ตันต่อปี หรือร้อยละ 43 เท่านั้น

และสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากกิจกรรมภายในครัวเรือนก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะที่จากแหล่งชุมชนหรืออาคารบ้านเรือน ปัญหาขยะที่มาจากการทำความสะอาดทางเท้าหรือในที่สาธารณะ รวมไปถึงปัญหาขยะจากวัสดุอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี โดยภาพสะท้อนของปัญหาเหล่านี้ได้สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพทั้งทางกายและใจ ทำให้รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปัญหา

สูตรเด็ด....เกร็ดกำจัดขยะอย่างง่ายๆ

นอกจากรัฐบาลจะมุ่งเน้นในเรื่องของการกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไป รวมไปถึงขยะอันตรายจากอุตสาหกรรมแล้ว อีกทางหนึ่ง เราสามารถช่วยแบ่งเบาภาระอันนี้ได้เช่นกัน นอกเหนือไปจากการช่วยลดปริมาณขยะในแต่ละวันแล้ว เราสามารถใช้วิธีการ 5R ดังนี้

1. Reduce การลดของที่จะทิ้งให้น้อยลง หรือลดการสร้างขยะ

2. Reuse ยืดอายุการใช้งานหรือใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นโดยการใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายๆครั้ง

3. Recycle เป็นการนำขยะที่คงรูปย่อยสลายได้ยาก เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก ไปผ่านกระบวนการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่

4. Repair นำสิ่งของที่ยังพอแก้ไขได้มาซ่อมแซมให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้

5. Reject หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดอันตราย เช่น ยาฆ่าแมลง น้ำยาขัดพื้น หรือสารเคมีอื่นๆ เป็นต้น

สำหรับหลักการข้างต้น

ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยลดปริมาณขยะได้อย่างมาก รวมทั้งสามารถลดปริมาณขยะจากแหล่งผลิตขยะได้ทุกๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นขยะจากครัวเรือน จากภาคเกษตรกรรม และจากภาคอุตสาหกรรม โดยนำวิธีการทั้ง 5 มาปรับใช้ได้ดังนี้

1. ลดการขนขยะเข้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ถุงกระดาษ กระดาษห่อของ โฟม หรือหนังสือพิมพ์ ขอให้คำนึงถึงว่าทุกสิ่งนั้นล้วนจะต้องกลายเป็นขยะ ดังนั้น ขอให้คิดถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ พร้อมทั้งหาวิธีกำจัดให้ถูกต้อง

2. นำสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า หรือนำมาดัดแปลงให้ใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ถุงพลาสติกที่ไม่เปรอะเปื้อนก็ให้เก็บไว้ใช้ใส่ของอีกครั้งหนึ่ง ส่วนขวดแก้วพลาสติกก็สามารถนำมาดัดแปลงเป็นที่ใส่ของอื่นๆ ได้อีก

3. การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม (Refill) ปัจจุบันผู้ผลิตสินค้าชนิดเติมล้วนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากจะราคาถูกแล้ว ยังเป็นการลดปริมาณบรรจุภัณฑ์หีบห่อในส่วนที่เป็นขยะภายในบ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการผลิต ชึ่งถือเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ทางอ้อมอีกด้วย

4. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้โฟมและพลาสติก หากเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะใช้เลยดีกว่า แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ในแสงอาทิตย์ แต่ถุงพลาสติกนั้นจะต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสมจึงจะสามารถย่อยสลายได้ อีกทั้งยังต้องใช้เวลานานมากในการย่อยสลาย

5. แยกประเภทขยะมูลฝอยภายในบ้าน เพื่อเป็นการสะดวกแก่ผู้เก็บขนและสามารถนำขยะบางชนิดไปขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว รวมทั้งง่ายต่อการนำไปกำจัดอีกด้วย

6. แปรสภาพขยะมูลฝอยให้เป็นปุ๋ย ขยะที่ย่อยสลายได้ เช่น เศษพืชผักผลไม้ สามารถนำมาหมักเป้นปุ๋ยใส่ต้นไม้และบำรุงดิน ซึ่งจะช่วยลดการซื้อปุ๋ยเคมีที่นอกจากจะราคาแพงแล้ว ยังมีสารพิษตกค้างอีกด้วย

7. ลดปริมาณขยะมูลฝอยอันตรายในบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีภายในบ้าน เช่น ยากำจัดแมลงหรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ควรจะหันไปใช้วิธีการทางธรรมชาติจะดีกว่า อาทิ ใช้เปลือกส้มแห้งนำมาเผาไล่ยุง หรือ ใช้ผลมะนาวเพื่อดับกลิ่นภายในห้องน้ำ

เปลี่ยน "ขยะ" ให้เป็น "ประโยชน์ "

นอกจากจะใช้วิธีการลดและคัดแยกขยะต่างๆ เพื่อช่วยลดปริมาณขยะแล้ว เราสามารถเปลี่ยน ขยะ ให้เป็น ประโยชน์ ได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินในแง่ของการใช้เวลาว่างให้เป็นโยชน์แล้ว ยังสามารถเพิ่มรายได้จากการนำขยะต่างๆมาแต่งแต้มจินตนาการลงไปได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยการนำมาตกแต่งให้ดูใหม่ แล้วเติมใส่ความเป็นศิลปะลงไป แต่ทั้งนี้ เมื่อตกแต่งเสร็จแล้ว ควรจะเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใชประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อความสวยงามเพียงด้านเดียว

สำหรับการเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์นั้น จริงๆ แล้วมีแนวความคิดมาจาก 5R นั่นเอง อาทิ นำกระป๋องนมหรือขวดแก้วมาตกแต่งด้วยการวาดหรือเพ้นต์ลวดลายให้สวยงาม, เศษลวดต่างๆ ที่เหลือใช้แล้ว สามารถนำมาร้อยหรือสานเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น รูปทรงตะกร้า ก็สามารถนำมาใส่เป็นที่เก็บหนังสือ, โทรทัศน์ที่เสียแล้วและไม่สามารถซ่อมได้สามารถนำมาดัดแปลงเป็นตู้เลี้ยงปลาได้อย่างสวบงาม, เศษไม้ต่างๆ ที่เหลือใช้ สามารถนำมาต่อเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นกรอบรูป, เศษผ้าต่างๆ ที่เหลือทิ้งถือได้ว่าเป็นวัสดุอย่างดีและมีความสวยงามที่สามรถนำมาเย็บต่อกันเป็นผ้าชิ้นใหม่ขึ้นมาได้ เช่น ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง ผ้าม่าน เป็นต้น, เศษกระดษต่างๆ สามารถนำมาทากาวเพื่ออัดให้แข็ง แล้วนำไปตกแต่งเป็นกรอบรูปได้อย่างแปลกตา เป็นต้น

น้ำ...แหล่งกำเนิดแห่งชีวิต

พื้นที่ 3 ใน 4 ของโลกคือ...น้ำ

น้ำ ...คือองค์ประกอบสำคัญที่ให้กำเนิดทุกชีวิตบนโลก เป็นเวลากว่า 4,500 ล้านปีที่โลกกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะจักรวาลและต้องใช้เวลาอีกกว่า 2,500 ล้านปีเพื่อสั่งสมวิวัฒนาการกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกขึ้นบนโลก โดยสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกนั้นถือกำเนิดขึ้นจาก "น้ำ"

ดาวเคราะห์สีฟ้าที่เรียกว่าโลกนั้น นับว่าเป็น "โลกแห่งน้ำ" อย่างแท้จริง ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์รวมไปถึงจุลินทรีย์ต่างๆ ล้วนมีน้ำเป็นสื่อในการดำรงชีวิต และถ้าหากปราศจากน้ำแล้ว มนุษย์รวมทั้งสัตว์และพืชก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้

ถึงแม้ว่าพื้นที่ 3 ใน 4 ของโลกจะถูกยึดครองด้วยน้ำก็ตาม หากแต่เป็นน้ำจากมหาสมุทร (ทะเล) ที่มีข้อจำกัดในการนำมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากมีความเค็มและมีแร่ธาตแขวนลอยต่างๆ ปนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ คือ น้ำผิวดิน ที่พบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง น้ำตกนั้น เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว เราอาจเห็นว่ามีน้ำจืดอยู่มากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เพียงบางส่วน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ไม่ได้มีน้ำไว้ใช้ในการดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ และสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ "วิกฤตน้ำเสีย" ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้..

คนไทย...สายน้ำและปัญหา!

คนไทยกับสายน้ำ...นับเป็นความผูกพันที่สืบสานผ่านกาลเวลามาช้านานจนเกิดเป็นแหล่งอารยธรรมที่สะท้อนถาพของวิถีความเป็นอยู่ของคนไทยได้อย่างชัดเจน ชีวิตที่ดำเนินควบคู่ไปกับสายน้ำเปรียบเสมือนการเดินทางที่พึ่งพาอาศัยกันและกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ หากแต่ทุกวันนี้สถานการณ์ของแหล่งน้ำทั่วประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรม จนเกิดเป็นผลกระทบขนานใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศ เงินจำนวนมหาศาลถูกใช้ไปกับการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

จากพื้นที่รวม 512,000 ตารางกิโลเมตร 25 พื้นที่ลุ่มน้ำหลัก และประมาณร้อยละ 29 เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพต่ำ และอีกประมาณร้อยละ 5 เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข

ปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. น้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน เช่น น้ำเสียจากบ้านเรือน อาคารที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น

2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการทำความสะอาดโรงงาน

3. น้ำเสียจากเกษตรกรรม (Agricultural Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ครอบคลุมถึงการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์

4. น้ำเสียที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิด (Nonpoint Source Wastewater) ได้แก่ น้ำฝน และน้ำหลากที่ไหลผ่านและชะล้างความสกปรกต่างๆ เช่น กองมูลฝอย แหล่งเก็บสารเคมี ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และคลองระบายน้ำ


จาก "น้ำใส" เป็น "น้ำเสีย"

น้ำ...ถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่จะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว น้ำยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินต่อไป ทั้งในส่วนของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งเราอาจสรุปคุณประโยชน์ของน้ำได้ดังนี้คือ

1. การอุปโภคบริโภค มนุษย์ต้องการน้ำสะอาดเพื่อดื่มกิน และใช้ในการประกอบอาหาร และใช้น้ำชำระล้างร่างกาย ชะล้างสิ่งสกปรกและใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน

2. การเกษตรกรรม พืชสัตว์ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

3. อุตสาหกรรม น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในขบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม น้ำถูกใช้เป็นวัตถุดิบใช้หล่อเครื่องจักรและระบายความร้อนไห้แก่เครื่องจัก ใช้ทำความสะอาดเครื่องจักเครื่องยนต์ของโรงงานและใช้ชะล้างกากของเสียจากโรงงาน

4.การคมนาคมขนส่ง การคมนาคมขนส่งทางน้ำนับว่าสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากสามารถขนส่งได้ จำนวนมากและเข้าไปถึงทุกแห่งที่มีแม่น้ำลำคลอง

แต่ในปัจจุบัน จากการขยายตัวของสังคมเมืองไปสู่สังคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เคยอยู่ในสภาพที่ดีได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกิดผลกระทบขึ้นกับการดำเนินชีวิตโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมอื่นๆ อีกตามมา อาทิ เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค, เป็นแหล่งเพาะพันธ์ของแมลงนำโรค, มำให้เกิดปัญหามลพิษต่อดินและอากาศทำให้เกิดความรำคาญ เช่น กลิ่นเหม็น รวมไปถึงความสูญเสียต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น สูญเสียพันธุ์ปลาบางชนิด และที่สำคัญ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศในระยะยาว

ในปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกิดจากความเกี่ยวข้องทางน้ำ(Water-related diseases)แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1. Waterborne diseases เป็นโรคหรือความเจ็บป่วยที่มีน้ำเป็นสื่อในการแพร่กระจาย เกิดจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตลอดจนสารเคมี โลหะหนัก รวมทั้งการปรุงอาหารโดยไม่ใช้น้ำไม่สะอาดที่มีการปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคและสารเคมี ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วง รวมไปถึงอาการป่วยด้วยโรคอื่นๆ คือ บิด ไทฟอยด์ ตับอักเสบและพยาธิ

2. water-washed diseases โรคหรือความเจ็บป่วยที่เนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำสะอาดในการชำระล้างทำความสะอาดร่างกาย และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มักจะเป็นอาการโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา ผิวหนังทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาทิ ริดสีดวงตา หิด เหา แผลตามผิวหนัง เป็นต้น

3. water-based diseases โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องจากเชื้อโรคหรือสัตว์นำโรคที่มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในเลือด เป็นต้น

4. water-related insect vectors โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องมาจากแมลงเป็นพาหะนำโรค ที่ต้องอาศัยน้ำในการแพร่พันธ์เป็นสำคัญ พาหะนำโรคส่วนใหญ่เกิดจากยุง เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง ไข้เหลือง เป็นต้น

เติมชีวิตให้สาย...น้ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต เราทุกคนจึงควรเห็นคุณค่าในความสำคัญของน้ำและเพื่อประโยชน์ใช้สอยได้ต่อไปอีกยาวนาน สำหรับกระบวนการและขั้นตอนทางการบำบัดน้ำเสียนั้น ทางรัฐบาลได้จัดทำแผนและนโยบายเพื่อบำบัดน้ำเสียในระดับประเทศ โดยกระบานการนั้นจะประกอบด้วยการบำบัดทางกายภาพ (ขั้นตอนการดักสิ่งเจือปนในน้ำเสียที่มีขนาดใหญ่และแยกออกจากน้ำเสีย)ทางชีวภาพ(เป็นการทำให้ปริมาณความสกปรกในน้ำลดลง)จนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการบำบัดโดยทางเคมี(เป็นการบำบัดสุดท้ายเพื่อให้น้ำใสสะอาดและปราศจากเชื้อโรค)และสำหรับวิธีที่จะช่วยเติมชีวิตให้สายน้ำนั้น ก็จะอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปของเรานั่นเองก็คือ

1. การอาบน้ำ ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็นหรือก่อนนอน หรือภายหลังจากการออกกำลังกาย 30 นาที โดยใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อนๆ ไม่เจือสีฉูดฉาดและมีกลิ่นไม่แรงเกินไป ทั้งนี้การอาบน้ำบ่อยเกินไป มากเกินไปหรือนานเกินไป หรือฟอกสบู่มากเกินไป จะทำให้ผิวหนังซีดเซียว อักเสบ ทำให้ร่างกายขาดเกราะป้องกันได้

2. การแปรงฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แก้วน้ำรองน้ำจะประหยัดกว่าการเปิดน้ำจากก๊อกน้ำโดยตรง และไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ในระหว่างแปรงฟัน

3. การล้างจาน ก่อนล้างภาชนะหรือถ้วยจาน หากมีเศาอาหารติดอยู่ในจานอาหาร ควรเขี่ยทิ้งลงในถังเสียก่อน ส่วนคราบน้ำมัน ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษที่ใช้แล้วเช็ดออก หรือเศาผ้าเช็ดออก และควรเลือกน้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมที่ระบุว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งน้ำที่เหลือนั้นสามารถนำไปรดต้นไม้ได้อีกด้วย

4. การซักผ้า ก่อนซักผ้านั้น ควรใส่ผงซักฟอกแช่น้ำทิ้งไว้ก่อนประมาณ 3 นาที แล้วค่อยตีให้เกิดฟอง ควรใช้ผงซักฟอกที่มีสารอนินทรีย์ คือ ประเภทสารฟอตเฟต และใส่ในปริมาณที่พอดีกับผ้าที่จะซัก เมื่อซักเสร็จแล้ว หากมีผ้าอื่นๆ ที่สามารถซักต่อได้ เช่น ผ้าถูพื้น หรือผ้าเช็ดเท้า ถุงเท้า ก็ให้ซักต่อได้ จะช่วยประหยัดได้อีกมาก

5. การใช้ห้องสุขา การรักษาความสะอาดห้องสุขาและห้องอาบน้ำ ควรใช้แปรงสำหรับขัดถูคราบสบู่ หรือหินปูนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีใดๆ เพราะอาจทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในถังเกรอะและถังกรองให้ตายได้ ทำให้กระบวนการย่อยสลายกากตะกอนและสิ่งปฏิกูลผิดปกติ ทำให้เกิดปัญหาถังสุขาเต็มหรือท่อสุขาอุดตันบ่อย

กิจกรรมรณรงค์

สำหรับประชาชนโดยทั่วไปนั้นก็สามารถแบ่งเบาภาระอันหนักหน่วงของรัฐบาลทางด้านการจัดการขยะมูลฝอยและน้ำเสียได้เช่นกัน โดยเฉพาะการจัดทำแผนการรณรงค์ในชุมชนซึ่งจะสามารถขยายผลจากชุมชนหนึ่งไปยังอีกชุมชนหนึ่ง และในที่สุดก็ขยายผลไปถึงระดับประเทศได้ อาทิ

1. โครงการด้านภัยขยะและน้ำเสียสุดสัปดาห์ การรวมตัวของชาวบ้านในชุมชนเพื่อร่วมกันกำจัดขยะและทำความสะอาดสายน้ำในชุมชนทุกสุดสัปดาห์

2. โครงการคัดแยกขยะ เป็นการจัดการก้านการแยกทิ้งขยะให้ถูกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเศษกระดาษ ขยะเปียก หรือขยะมีพิษ เป็นต้น โดยในชุมชนนั้นๆ อาจจะกำหนดขยะแต่ละประเภทขึ้นมาตามแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่

3. โครงการขยะเงินล้าน ในชุมชนนั้นๆ อาจตั้งกลุ่มบุคคลขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการในการนำขยะที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ โดยเงินที่ได้มาก็สามารถเข้ากองทุนหมู่บ้านเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนต่อไป

4. โครงการขยะและน้ำเสียสัญจร หากชุมชนใดๆ เกิดปัญหาขยะหรือน้ำเสียขึ้นมา ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้ทันท่วงที ซึ่งอาจจะต้องเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อศึกษาวิธีการใหม่ๆ ในการกำจัดขยะและน้ำเสีย

5. โครงการสะอาดใสในสิ้นเดือน จัดทำแผนการรณรงค์ให้ประชาชนในชุมชนนั้นๆ รักความสะอาด โดยทุกๆ สิ้นเดือนจะต้องมาช่วยกันทำความสะอาดหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บขยะหรือทำนุบำรุงดูแลสายน้ำในหมู่บ้าน เป็นต้น

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

 
 
 
     
         
 
49 พระราม 6 ซอ�?30 พญาไ�?กรุงเทพมหานคร 10400 เบอร์โทรศัพท์ : 0-2278-8400-19 หรือ E-mail : info@deqp.mail.go.th
สอบถามข้อมูลสิ่งแวดล้อ�?: 0-2278-8444 หรือ E-mail : callcenter@deqp.go.th
สงวนลิขสิท��ิ์ �?�? 2550 ตามพระราชบัญญัติลิขสิท��ิ์ �?�? 2537 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อ�?/div>
by TRECONWEBSITE